{وَأَحْسِنُوَاْ إِنَّ اللّهَ يُحِبُّ الْمُحْسِنِينَ }

ความว่า “และจงทำดีเถิด แท้จริงอัลลอฮฺ นั้นทรงชอบผู้กระทำดีทั้งหลาย” (อัลบะเกาะเราะฮฺ : 195)




8/19/2554

เรื่องเล่าจากแดนไกล (ซูดาน) กับการเดินทางศึกษาต่อ ตอนที่ 1

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวว่า “อัลหัมดุลิลละฮฺ” ที่อัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ทรงตอบรับดุอาอฺและทรงประทานโอกาสให้ผมได้มาเรียนรู้ประสบการณ์จริงในการเดินทางศึกษาและใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ถูกรู้จักกันว่าเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนมาก (ซูดาน) และทรงประทานเวลาว่างให้ผมได้เขียนบทความสั้นๆ ที่ช่วยบรรเทาความรู้สึกคิดถึงบ้านและกำลังใจจากเพื่อนๆ และพี่น้อง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ (เบื้องต้น)ให้กับนักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจข้อมูลจากประสบการณ์ในแดนแอฟริกานี้ ได้เตรียมพร้อมตนเอง

ครับ... เรามาพูดถึงจุดเด่นของที่นี้ก่อนเลยครับ นั่นคือ “สภาพอากาศที่ร้อน” ความจริงแล้วมันก็ร้อนครับ แต่ก็ไม่ใช่ทุกพื้นที่ของประเทศ เพราะบางจังหวัดก็มีฝนตกและก็ไม่ร้อนมาก (ยกเว้น อัลคุรฏูม ที่อเมซิ่งที่สุด และเป็นเมืองหลวงที่มีนักศึกษาไทยอยู่มากที่สุดครับ) คุณจะได้พบสภาพอากาศที่หลากหลายในวันเดียวกัน เช่น กลางคืนหนาว เช้าอากาศสดใส สายๆพายุฝุ่นเข้า บางทีฝนก็ตกซะงั้น ตกบ่ายร้อนจัด ประมาณ 40 องศาฯ ขึ้นไป

ความร้อนที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี้ช่วยให้ผ้าที่คุณตากแห้งได้ภายในไม่เกินหนึ่งชั่วโมง (วันที่ร้อนจัดอาจน้อยกว่านี้ การอยู่ในห้องดีกว่าการรับลมนอกห้องและจะดีกว่าการหลบร้อนใต้ต้นไม้ เพราะความร้อนที่นี้มีลมสนับสนุนด้วยครับ) ขอย้ำเลยว่า ถ้าคุณคิดถึงครีมกันแดด คุณคิดผิดแล้วเพราะไม่แน่จะยิ่งเลวร้ายให้ผิวของคุณไหม้ไปเลยก็ได้ เพราะค่าการป้องกันรังสียูวีของไทยเราสู้ไม่ไหวหรอกครับ เพราะเขาร้อนกันชนิดที่ไร้เหงื่อ ร้อนจนรู้สึกว่าหนาวไปเลย

มันน่า อเมซิ่งไหมครับ แต่อย่ากลัวไป ซูดานก็มีฤดูหนาวเหมือนกัน (ผมยังไม่ได้สัมผัสหนาวเลยครับ แต่ได้ยินแล้วว่าคุณอาจไม่อาบน้ำเป็นอาทิตย์เพราะมันหนาว ด้วยลมหนาวจริงๆ) ประเทศนี้ลมแรงครับ มีทั้งลมร้อน ลมหนาว และลมฝุ่น (เรียกได้ว่ามาครั้งหนึ่งก็เหมือนฝนตกบ้านเรานะครับ แบบไม่ยอมหยุดเลยก็มี แต่ข้อดีคือหลังจากฝุ่นหมดคุณจะพบกับอากาศใหม่ให้คุณเดาและเตรียมร่างกายไว้เลย ว่าคุณจะเจออากาศหนาวหรือร้อน แต่ข้อเสีย คือ อย่าลืมเก็บเสื้อผ้าก่อนฝุ่นมาหรือปิดห้องให้มิดชิดไม่งั้นคุณจะต้องเสียใจ)

จากข้อมูลที่ได้สัมภาษณ์เพื่อนที่ร่วมชั้นเรียน (คนซูดานหลายๆ คน) ก็ได้ข้อมูลคร่าวๆ มาฝากว่า ประเทศซูดานมีพื้นที่หลังจากการแบ่งแยกทิศไต้ (ด้วยการลงประมติแบ่งประเทศเป็น ซูดานใต้ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์) ออกไป แต่เดิมมีทั้งหมด26 จังหวัด ปัจจุบันเหลือ 15 จังหวัด มีพื้นที่รวมทั้งสิ้นหลังจากการแบ่งประเทศไปแล้ว 33,419,625 ตารางกิโลเมตร ประชากรเกือบทั้งประเทศเป็นมุสลิม คิดเป็น ร้อยละ 99.7 ของประชากรทั้งประเทศ (เรียกได้ว่าประเทศมุสลิมเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์)

นี่แหละครับที่บ้านเรายังไม่มี และเป็นสิ่งที่คุณต้องมาสัมผัส เพราะที่นี้เขาจะนอนกันนอกบ้านกันส่วนใหญ่ บางคนจอดรถนอนข้างทาง หรือไม่ก็ตั้งเตียง ปูเสื้อ กันนอนได้ตามท้องถนนหรือหน้าบ้าน เพราะคดีอาญชญากรรม (ไม่มีเลย นอกจากจะมีของหายบ้างถ้าไม่ระวัง) ประเทศนี้คุณสามารถละหมาดได้ทุกที่ตามข้างทาง และสามารถละศิลอดได้โดยไม่ต้องรู้จักกัน (เพราะรถประจำทางจะไม่ไปต่อหรอกครับ นอกจากจะจอดแล้วให้ทุกคนลงละศิลอดข้างทางซึ่งมีการเลี้ยงกระจายเป็นกลุ่มตามข้างทาง ฟรีแบบไม่ต้องรู้จักกัน แล้วค่อยไปต่อหลังจากละหมาดญะมาอะฮฺ มัฆริบ ร่วมกันเสร็จแล้ว) และอีกมากมายที่น่าประทับใจกับน้ำใจ ความจริงใจ และจริงจังของคนซูดานที่ไม่สามารถเล่าให้ฟังหมดได้วันเดียว

ทีนี้เรามาพูดถึงขั้นตอนการเตรียมตัวมาศึกษาที่ซูดานกันบ้างครับ สิ่งแรกที่สำคัญมากต้องเตรียม คือ “ใจ” คุณต้องมั่นใจว่าคุณจะอยู่ได้กับคนมากมายหลากหลายนิสัย (แบบแอฟริกาที่คุณจะไม่ลืมไปเลย) สอง “ร่างกาย” ต้องออกกำลังกายให้พร้อมต่อสภาพอากาศที่นี้ให้ได้ ไม่งั้นคุณอาจต้องเป็นไข้เป็นอาทิตย์เมื่อมาถึงโดยเฉพาะเรื่องความห่างเวลาที่ช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง (จากการสอบถามพบว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซูดาน ประกาศให้ปรับนาฬิกาเร็วขึ้นกว่าเดิม 1 ชั่วโมง กลายเป็นตามไทย 4 ชั่วโมงในปัจจุบัน แต่ความจริงก็ คือยังช้ากว่า 5 ชั่วโมง เช่น ซูดานเข้ามัฆริบเวลา 7.20 pm. ตรงกับเวลาไทยเวลา 11.20 pm. ซึ่งถ้าดูเวลาเข้ามัฆริบของไทยแล้วจะพบว่า เข้าเวลา 6.20 pm. โดยเวลาซูดานจะเข้ามัฆริบช้ากว่าไปหนึ่งชั่วโมง)

และสาม “เอกสาร” เพื่อส่งมาให้พี่น้องทางนี้ช่วยดำเนินการประสานเรื่องขอทุนหรือสมัครตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้ได้ใบตอบรับ (เกาะบูล) และจะได้รับการอณุญาตเดินทางมาซูดาน เอกสารสำคัญต่างๆต้องมีตราโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยปั้มด้วยยิ่งดีที่สุด ที่นี้เขาชอบแบบนั้น (ยกเว้น พาสปอร์ตและรูปถ่ายไม่ต้องปั้มตรานะครับ) ได้แก่

1. พาสปอร์ต

2. ใบเกิดแปลภาษาอาหรับ (ปั้มตราสถานที่แปลที่น่าเชื่อถือด้วยครับ)

3. ใบแสดงรับรองการจบการศึกษา (ถ้าไม่ใช่อาหรับแปลภาษาอาหรับ)

4. ใบแสดงผลการศึกษา (เกรดหรือคะแนนรายวิชาต่างๆ) (ถ้าไม่ใช่อาหรับแปลภาษาอาหรับ แต่บางมหาวิทยาลัยอาจรับภาษาอังกฤษได้)

5. ใบรับรองความประพฤติจากสถานศึกษา (ถ้าไม่ใช่อาหรับแปลภาษาอาหรับ แต่บางมหาวิทยาลัยอาจรับภาษาอังกฤษได้)

6. รูปถ่าย (บางมหาวิทยาลัยเอาครับ)

7. ใบรับรองอื่นๆ จากบางมหาวิทยาลัย (เพื่อให้เอกสารตอบรับง่ายขึ้น เช่น ความประพฤติ หรือประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับสาขานั้น เป็นภาษาอาหรับ)

หลังจากที่คุณได้รับใบตอบรับจากมหาวิทยาลัยในซูดานแล้ว ต้องรีบดำเนินการเรื่อง วีซ่า การปั้มตรารับรองเอกสารภาษาอาหรับจาก สนง.จุฬาราชมนตรี และการรับรองเอกสารจากกงสุล ระหว่างประเทศ การจองตั๋วเครื่องบิน และของเครื่องใช้ที่จำเป็น ซึ่งยังไงแล้วค่อยติดตามกันวันหลังครับ

สุดท้ายนี้ผู้เขียนต้องขอบคุณและขอดุอาอฺจากอัลลอฮฺ (สุบหฺ)ทรงประทานความสำเร็จแก่บรรดาผู้ที่ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนให้ผู้เขียนได้มีวันนี้ (ผู้เขียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในซูดาน) ให้พวกเขาได้รับความสำเร็จตามความหวังและความตั้งใจตามสิ่งปรารถนา อินชาอัลลอฮฺ หวังว่าคงได้มีโอกาสเขียน เรื่องเล่าจากแดนไกล (ซูดาน) กับการเดินทางศึกษาต่อ ซึ่ง จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยและให้ผู้อ่านติดตามกัน ในโอกาสหน้าต่อไป...วัสลาม

(4.12 pm.-sudan =8.12 pm.-thai)


2/12/2554

ความรักในอิสลาม

بسم الله الرحمن الرحيم
الحب في الإسلام
ความรักในอิสลาม
د. مهران ماهر عثمان
สรุปบางส่วนจากบทความของ ดร.มะฮฺรอน มาฮิร อุษมาน

ความรัก คือ พลังอานุภาพยิ่งใหญ่ ให้มนุษย์มีความสุข คือคุณลักษณะที่ลูกหลานนบีอาดำทุกคนติดตัวมา เช่นเดียวกับ ความปราถนา ความพอใจ ความดีใจ ความหลงใหล ความโกรธ ความเกลียดชัง ความเศร้าโศก ความเสียใจ และอื่นๆ ความรักจึงมีความเกี่ยวพันธ์กับจิตใจ (นัฟซู) ของมนุษย์ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเป็นสิ่งที่สร้างความเบิกบานให้ชีวิต และจิตใจ
ความรักตามหลักการของศาสนาอิสลาม มีหลากหลายรูปแบบ ส่วนหนึ่งได้แก่

1. (حب الله ورسوله صلى الله عليه وسلم) ความรักต่ออัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) และเราะสูล (ศ็อลฯ)
ความรักนี้เป็นหน้าที่(วาญิบ) สำหรับทุกคนต้องมี ดังที่อัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) ได้ทรงตรัสสั่งในอัลกุรอานไว้ว่า

قُلْ إِن كَانَ آبَاؤُكُمْ وَأَبْنَآؤُكُمْ وَإِخْوَانُكُمْ وَأَزْوَاجُكُمْ وَعَشِيرَتُكُمْ وَأَمْوَالٌ اقْتَرَفْتُمُوهَا وَتِجَارَةٌ تَخْشَوْنَ كَسَادَهَا وَمَسَاكِنُ تَرْضَوْنَهَا أَحَبَّ إِلَيْكُم مِّنَ اللّهِ وَرَسُولِهِ وَجِهَادٍ فِي سَبِيلِهِ فَتَرَبَّصُواْ حَتَّى يَأْتِيَ اللّهُ بِأَمْرِهِ وَاللّهُ لاَ يَهْدِي الْقَوْمَ الْفَاسِقِينَ) التوبة (24:

ความว่า “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า หากบรรดาบิดาของพวกเจ้า และบรรดาลูก ๆ ของพวกเจ้า และบรรดาพี่น้องของพวกเจ้า และบรรดาคู่ครองของพวกเจ้า และบรรดาญาติของพวกเจ้า และบรรดาทรัพย์สมบัติที่พวกเจ้าแสวงหาไว้ และสินค้าที่พวกเจ้ากลัวว่าจะจำหน่ายมันไม่ออก และบรรดาที่อยู่อาศัยที่พวกเจ้าพึงพอใจมันนั้น เป็นที่รักใคร่แก่พวกเจ้ายิ่งกว่าอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ และการต่อสู้ในทางของพระองค์แล้วไซร้ ก็จงรอคอยกันเถิดจนกว่าอัลลอฮฺจะทรงนำมาซึ่งกำลัง ของพระองค์ และอัลลอฮฺนั้นจะไม่ทรงนำทางแก่กลุ่มชนที่ละเมิด” อัตเตาบะฮ์ : 24

ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในเรื่องความรักรูปแบบนี้ว่า

لَا يُؤْمِنُ أَحَدُكُمْ حَتَّى أَكُونَ أَحَبَّ إِلَيْهِ مِنْ وَلَدِهِ وَوَالِدِهِ وَالنَّاسِ أَجْمَعِين) البخاري ومسلم)

แปลว่า “คนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าจะยังไม่เป็นผู้ศรัทธาจนกว่าฉัน(หมายถึงนะบี)จะเป็นที่รักสำหรับเขายิ่งกว่าบิดามารดาของเขา บุตรของเขา และมนุษย์ทั้งหมด ”

2. (حب شرع الله) ความรักต่อข้อบัญญัติของอัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ)
ความจริงผู้ทรงอภิบาล (อัลลอฮฺ ซุบหฺฯ) ได้ทรงทำให้เราทุกคนทราบดีแล้ว ในคัมภีร์ของพระองค์ ว่า แท้จริงส่วนหนึ่งจากบรรดาคุณลักษณะของบรรดาผู้ปฏิเสธอิสลาม คือ พวกเขาไม่ยินดีต่อบทบัญญัติของอัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) ทำให้ความดีงามของเขาสูญหายไปเนื่องมาจากการไม่ยอมรับหลักการของพระองค์ดังที่ได้ตรัสไว้ ว่า

وَالَّذِينَ كَفَرُوا فَتَعْسًا لَهُمْ وَأَضَلَّ أَعْمَالَهُمْ* ذَلِكَ بِأَنَّهُمْ كَرِهُوا مَا أَنْزَلَ اللَّهُ فَأَحْبَطَ أَعْمَالَهُمْ (سورة محمد 8-9)

ความว่า “และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น ความพินาศหายนะจะได้แก่พวกเขาและพระองค์ได้ทรงทำให้การงานของพวกเขาไร้ผล ทั้งนี้เพราะว่า พวกเขาเกลียดชังสิ่งที่อัลลอฮ.ทรงประทานลงมา พระองค์จึงทรงทำให้การงานของพวกเขาไร้ผล ” มุหัมมัด : 8-9

3. (حب الزوجة) ความรักต่อภารยา (และระหว่างคู่สมรส)
ท่านอัมรฺ บิน อาศ (รฎ.) ได้กล่าวว่า ท่านเคยถามท่านเราะสูล (ศ็อลฯ)ถึงบุคคลที่ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) รักมากที่สุด ท่านกล่าวว่า

يَا رَسُولَ اللَّهِ مَنْ أَحَبُّ النَّاسِ إِلَيْكَ؟ قَالَ: «عائشة» ( الترمذي).
แปลว่า “โอ้ท่านเราะสูล ใครคือบุคคลที่ท่านรักมากที่สุด ? ท่านกล่าวว่า “อาอิชะฮฺ””

4. (محبة الإخوان) ความรักต่อครอบครัว พ่อ แม่ พี่น้อง เครือญาติ และเพื่อนฝูง
จากหะดีษที่ผ่านมาจะพบว่าหลังจากนั้นท่านอัมรฺ บิน อาศ ได้ถามต่อว่า แล้วใครคือบุคคลที่ท่านรักนอกจากบรรดาเศาะหาบะฮฺ

فمِن الرجال؟ قال: «أبوها».
ท่านกล่าวว่า “พ่อของนาง”

ท่านอบูบักร คือบุคคลที่ท่านเราะสูล (ศ้อลฯ) เคยกล่าวถึงไว้ว่าความเป็นเพื่อนสนิทนี้เป็นระดับที่สูงถึงขั้นมีความรัก

«وَلَوْ كُنْتُ مُتَّخِذًا خَلِيلًا مِنْ أُمَّتِي لَاتَّخَذْتُ أَبَا بَكْرٍ»( رواه البخاري ومسلم)..

แปลว่า “และถ้าหากฉันเลือกเอาเพื่อนสนิทคนหนึ่ง คนใด จากประชาชาติของฉันแล้ว แน่นอน ฉันต้องเอา อบูบักร เป็นเพื่อน”

และท้ายที่สุดแล้วความรักเป็นเหตุให้เข้าสรวงสวรรค์ ดังที่ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ทรงกล่าวว่า

لا تدخلوا الجنة حتى تؤمنوا، ولا تؤمنوا حتى تحابوا، أولا أدلكم على شيء إذا فعلتموه تحاببتم؟ أفشوا )السلام بينكم (مسلم
แปลว่า “พวกท่านจะไม่ได้เข้าสวรรค์จนกว่าพวกท่านจะศรัทธา และพวกท่านจะไม่ศรัทธาจนกว่าพวกท่านจะรักซึ่งกันและกัน เอาหรือไม่ฉันจะแนะนำพวกเจ้าสิ่งหนึ่งเมื่อพวกเจ้าปฏิบัติแล้วพวกเจ้าจะมีความรักซึ่งกันและกัน จงให้สลามแก่กันและกัน”

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.saaid.net/Doat/mehran/64.htm

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อชี้ขาดเรื่องการจัดงานฉลองเนื่องจากความรัก
حكم الاحتفال به : انظر -غير مأمور- لحكم الاحتفال بأعياد المشركين المقال الموصل إليه الرابط التالي:
http://saaid.net/Doat/mehran/030.doc

2/08/2554

อธิบายหุก่ม (ข้อชี้ขาด) และความประเสริฐเรื่องการดะอฺวะฮ์ในอิสลาม

อธิบายหุก่ม (ข้อชี้ขาด) และความประเสริฐเรื่องการดะอฺวะฮ์ในอิสลาม

ความจริงแล้วมีหลักฐานมากมายจากอัลกุรอานและอัลหะดีษที่ชี้ให้เห็นว่า การดะอฺวะฮ์ นี้ เป็นงานที่เป็นฟัรฎู (บังคับ) เหนือมุสลิมทุกคน ส่วนหนึ่งได้แก่ หลักฐานจากคำตรัสของอัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) ที่ว่า

( وَلْتَكُنْ مِنْكُمْ أُمَّةٌ يَدْعُونَ إِلَى الْخَيْرِ وَيَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَيَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ وَأُولَئِكَ هُمُ الْمُفْلِحُونَ ) [سورة آل عمران: 104] ،

ความว่า “และจงให้มีขึ้นจากพวกเจ้า ซึ่งคณะหนึ่งที่จะเชิญชวนไปสู่ความดีและใช้ให้กระทำสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้กระทำสิ่งที่มิชอบและชนเหล่านี้แหละพวกเขาคือผู้ได้รับความสำเร็จ”

( ادْعُ إِلَى سَبِيلِ رَبِّكَ بِالْحِكْمَةِ وَالْمَوْعِظَةِ الْحَسَنَةِ وَجَادِلْهُمْ بِالَّتِي هِيَ أَحْسَنُ ) [سورة النحل 125]

ความว่า “จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของสูเจ้าโดยสุขุม และการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า(*1*) ”
(1) คือด้วยเหตุผลและหลักฐาน ด้วยความอ่อนโยนและสุภาพ

และจากคำสั่งใช้ของพระองค์อีกหลายแห่งในอัลกุรอาน

( وَادْعُ إِلَى رَبِّكَ وَلا تَكُونَنَّ مِنَ الْمُشْرِكِينَ ) [سورة القصص: 87]

ความว่า “และจงเชิญชวนไปสู่พระเจ้าของเจ้าและอย่าอยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคี(*2*)”
(2) อย่าไปให้ความสนใจและอย่าไปฟังคำพูดของพวกมุชริกีน มิฉะนั้นแล้วจะทำให้เจ้าาหันเหจากการปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่เจ้า คือโองการทั้งหลายอันชัดแจ้ง แล้วจงเรียกร้องเชิญชวนมนุษย์ไปสู่ความเป็นเอกภาพ และอิบาดะฮ์ต่อพระองค์และอย่าได้เห็นคล้อยตามกิเลสของพวกเขา เพราะว่าผู้ใดที่พอใจต่อแนวทางของพวกเขา ก็จะอยู่ในจำพวกเขา

( قُلْ هَذِهِ سَبِيلِي أَدْعُو إِلَى اللَّهِ عَلَى بَصِيرَةٍ أَنَا وَمَنِ اتَّبَعَنِي ) [سورة يوسف: 108]
ความว่า “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด “นี่คือแนวทางของฉัน(*3*) ฉันเรียกร้องไปสู่อัลลอฮ์อย่างประจักษ์แจ้งทั้งตัวฉันและผู้ปฏิบัติตามฉัน ”
(3) เป็นแนวทางที่ชัดแจ้งเที่ยงตรง ไม่คดเคี้ยว ปราศจากการเคลือบแคลงและการสงสัยใดๆทั้งสิ้น

อัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) ได้ทรงอธิบายให้ทราบว่า แท้จริงบรรดาผู้เจริญรอยตามท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) คือ บรรดานักดาอีย์เพื่อศาสนาของพระองค์ ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าการเจริญรอยตามท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ถือเป็นวาญิบ แก่ทุกคน ดังที่ได้ตรัสไว้ว่า

لَقَدْ كَانَ لَكُمْ فِي رَسُولِ اللَّهِ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ لِمَنْ كَانَ يَرْجُو اللَّهَ وَالْيَوْمَ الْآخِرَ وَذَكَرَ اللَّهَ كَثِيرًا [سورة الأحزاب: 21]

ความว่า “โดยแน่นอน ในร่อซูลของอัลลอฮฺมีแบบฉบับอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้ว (*4*) สำหรับผู้ที่หวัง (จะพบ) อัลลอฮฺและวันปรโลกและรำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมาก”
(4) คือแบบฉบับอันสูงส่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติตามในทุกคำพูด การปฏิบัติ และสถานะ เพราะท่านมิได้พูดและปฏิบัติตามอารมณ์ หากแต่เป็นวะฮียฺและการประทานให้ลงมา

บรรดานักวิชาการ ได้ชี้แจงเรื่อง การดะอฺวะฮฺ นี้ไว้ว่าเป็นเรื่อง ฟัรฎู กิฟาญะฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามพื้นที่ต่างๆจะต้องมีการดะอฺวะฮฺ หากในพื้นที่ใดมีผู้หนึ่งทำการดะอฺวะฮฺ เชิญชวนเพื่อนมนุษย์สู่ความดีงาม สมาชิกในสังคมที่เหลืออยู่ก็เท่ากับพ้นข้อบังคับนั้นด้วย ซึ่งทำให้การดะอฺวะฮฺนั้นเป็นเรื่องของ สุนนะฮฺ มุอักกะดะฮ (งานที่ส่งเสริมให้กระทำสม่ำเสมอ) เป็นการงานที่ดีและได้รับผลบุญ ในทางตรงกันข้าม หากไม่มีใครทำการดะอฺวะฮ์เชิญชวนกันในเรื่องความดีแล้ว การดะอฺวะฮ์ก็จะถือเป็นเรื่อง วาญิบ สำหรับสมาชิกในสังคมทุกคน อย่างไรก็ตามการดะอฺวะฮ์ก็ถือเป็นเรื่องที่ที่มุสลิมทุกคนต้องกระทำตามความสามารถของตน...

(ติดตามความประเสริฐของการดะอฮฺวะฮ์ในโอกาสต่อไป อินชาอัลลอฮ์)

ที่มา : http://imams4.com/vb/showthread.php?p=50#post50
فتاوى إبن باز - الدعوة إلى الله وأخلاق الدعاة
المصدر:منبر سماحة الشيخ الإمام عبد العزيز بن باز رحمه الله

2/05/2554

แนวทางการปลูกฝังอัคลากฺในอิสลาม

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

ขอความเมตตาจากอัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) ผู้ทรงประทานเวลาและชีวิตที่ได้รับการรับรองด้วยสรวงสวรรค์ได้ประสบแด่ท่านทั้งหลาย
การใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันนี้ เต็มไปด้วยความสับสนและการปะปนกันระหว่างสิ่งที่ยั่วยุและนำพาให้ห่างไกลจากศาสนา แต่จะมีเพียงไม่กี่คนเท่านนั้นที่พวกเขารวมกลุ่มเป็นญะมาอะฮฺที่ชักชวนกันสู่ความดีงาม
วันนี้ผมมีเวลาและมีโอกาสจะนำเสนอสาระวิชาการดีๆบางส่วนที่ได้รวบรวมจากการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการปลูกฝังอัคลากฺในอิสลาม โดยเฉพาะเรื่องของคุณลักษณะที่สำคัญซึ่งผู้ปลูกฝังอัคลากฺต้องมี ดังที่ Hฺadฺat bint Muhฺammad bin Falihฺ al- Zฺaghīr (2008:181-190) ได้เสนอคุณลักษณะดังกล่าวไว้ในหนังสือที่มีชื่อว่า “ مَعَ الْأَطْفَالِ تَرْبَوِيًّا e تَعَامُلُ الرَّسُوْلِ” (การปฏิบัติตนของท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ในการปลูกฝังเยาวชน) ไว้ 5 ด้าน ดังนี้

1) ความบริสุทธิ์ใจ (اَلإِخْلِاصُ)
ความบริสุทธิ์ใจ เป็นคุณลักษณะแรกที่ผู้ศรัทธาทุกคนต้องมี ในทุกกิจการงานที่ดี ผู้ปลูกฝังอัคลากฺจะต้องใช้ความบริสุทธิ์ในการสอน และการเป็นแบบอย่าง เนื่องจากเป็นหลักสำคัญที่อัลลอฮฺ I ได้ทรงสั่งใช้ผู้ศรัทธา ในการประกอบความดีงาม เพื่อแสวงหาการตอบแทนผลบุญจากพระองค์
อัลลอฮฺ I ได้ตรัสไว้ว่า

(وَمَا أُمِرُوا إِلَّا لِيَعْبُدُوا اللَّهَ مُخْلِصِينَ لَهُ الدِّينَ ) (البينة:5)

ความว่า “และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์” (อัลบัยยินะฮฺ:5)

2) ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) (اَلتَّقْوَى)
อิสลามได้เน้นย้ำให้ผู้ศรัทธาทุกคนมีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้และห่างไกลจากคำสั่งห้าม โดยเฉพาะความยำเกรงเป็นคุณลักษณะสำคัญในการสอนและการเตือนผู้อื่น ซึ่งบุคคลที่มีความยำเกรงมากที่สุดคือผู้ที่มีเกียรติสูงสุดในหมู่ผู้ศรัทธา
อัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) ได้ตรัสไว้ว่า

(يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اتَّقُوا اللَّهَ وَقُولُوا قَوْلًا سَدِيدًا ) (الأحزاب:70)

ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ! จงยำเกรงอัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) และจงกล่าวถ้อยคำที่เที่ยงธรรมเถิด ” (อัลอะหฺซฺาบ:70)

และจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ (รฎ.) ได้กล่าวว่า ท่านเราะสูล (ศ็อล) ทรงกล่าวว่า

(( قِيلَ يَا رَسُولَ اللَّهِ مَنْ أَكْرَمُ النَّاسِ قَالَ أَتْقَاهُمْ ))

ความว่า “ได้มีผู้หนึ่งกล่าวว่า โอ้ท่านเราะสูลของอัลลอฮฺ บุคคลใดที่มีเกียรติมากที่สุดในหมู่มนุษย์ ท่านกล่าวว่า ผู้ที่มีความยำเกรงมากที่สุดในหมู่พวกเขา ” หะดีษบันทึกโดย al-Bukhariy หะดีษหมายเลข 3353,3490

3) ความรอบรู้ (اَلْعِلْمُ)
การแสวงหาความรู้ให้รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ที่สำคัญในสองด้าน ได้แก่ หนึ่ง ความรู้เรื่องหลักการสอนและการปลูกฝังอัคลากฺ และสอง ความรู้เรื่องหะล้าล (حَلَالٌ) สิ่งที่ศาสนาอนุมัติ และหะรอม (حَرَامٌ) สิ่งที่ศาสนาห้าม ซึ่งเป็นเรื่องที่ทราบแน่นอนว่าผู้มีความรอบรู้กับผู้ที่ขาดความรู้ไม่มีความเท่าเทียมกัน ดังที่อัลลอฮฺ (ซูบหฺฯ) ได้ตรัสไว้ว่า

( قُلْ هَلْ يَسْتَوِي الَّذِينَ يَعْلَمُونَ وَالَّذِينَ لَا يَعْلَمُونَ ) (الزمر:9)

ความว่า “จงกล่าวเถิดมุหัมมัด บรรดาผู้รู้และบรรดาผู้ไม่รู้จะเท่าเทียมกันหรือ? แท้จริงบรรดาผู้มีสติปัญญาเท่านั้นที่จะใคร่ครวญ” (อัซฺซุมัร:9)

4) ความสุภาพ (اَلْحِلْمُ)
ความสุภาพของบุคคลสามารถการสร้างความดึงดูด ความน่าสนใจ การยอมรับ และการปฏิบัติตาม ยิ่งไปกว่านั้น จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ ให้แก่ผู้รับการปลูกฝังอัคลากฺ ซึ่งอัลลอฮฺ (ซูบหฺฯ) ได้ทรงใช้ให้ท่านเราะสูล e ตอบโต้ผู้ปฏิเสธด้วยความสุภาพ และการใช้หลักเหตุผลในการเชิญชวนพวกเขาสู่ศาสนาของพระองค์
อัลลอฮฺ (ซูบหฺฯ) ได้ตรัสว่า

( ادْفَعْ بِالَّتِي هِيَ أَحْسَنُ ) (فصلت:34)

ความว่า “เจ้าจงขับไล่ (ความชั่ว) ด้วยสิ่งที่มันดีกว่า” (ฟุศฺศิลัต:34)

และท่านเราะสูล e ได้เคยกล่าวแก่ ท่านอับดุลก็อยซฺ t เกี่ยวกับคุณลักษณะที่มีอยู่ในตัวของเขาว่า

(( إِنَّ فِيكَ خَصْلَتَيْنِ يُحِبُّهُمَا اللَّهُ الْحِلْمُ وَالأَنَاةُ ))

ความว่า “แท้จริงในตัวของท่านนั้น มีสองสิ่งที่อัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) ทรงรัก คือ ความสุภาพและความอดทน” หะดีษบันทึกโดย Muslim หะดีษหมายเลข 126 ,al- Tirmidhiy :2011

5) ความรู้สึกรับผิดชอบ (اَلإِسْتِشْعَارُ بِالْمَسْؤُولِيَّةِ)
คุณลักษณะสำคัญของผู้ปลูกฝังอัคลากฺในอิสลาม นอกจากผู้ปลูกฝังจะมีความบริสุทธิ์ใจ ความยำเกรง ความสุขุม และเข้าใจวิธีการและแนวทางการปลูกฝังแล้ว ผู้ปลูกฝังมีความตระหนักอยู่เสมอว่า เป็นหน้าที่ที่ได้รับการตอบแทนความดีงาม และจะต้องถูกสอบสวนในโลกหน้า
อัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) ได้ตรัสว่า

(وَلَتُسْأَلُنَّ عَمَّا كُنتُمْ تَعْمَلُونَ ) (النحل:93)

ความว่า “และแน่นอนพวกเจ้าจะถูกสอบสวนถึงสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไว้” (อันนะหฺลุ:93)

และท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึงการตอบแทนความดีงาม ส่วนหนึ่งได้แก่การได้รับผลบุญเช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติตามความดีงามนั้น


ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ทรงกล่าวว่า

(( مَنْ دَلَّ عَلَى خَيْرٍ فَلَهُ مِثْلُ أَجْرِ فَاعِلِهِ ))

ความว่า “ใครก็ตามที่ชี้นำความดี (ให้ผู้อื่น) สำหรับเขาจะได้รับการตอบแทนความดี เช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติความดีนั้น” หะดีษบันทึกโดย Muslim หะดีษหมายเลข 5007 , abū Dawūd:5131, al- Tirmidhiy :2671, Ibn Hanbal :17125 .22393 . 22405

ที่มา : Hฺadฺat bint Muhฺammad bin Falihฺ al- Zฺaghīr (2008). Ta‘aamul al-Rasūl  ma‘a al-Atฺfal Tarbawīyan ( مع الأطفال تربويا  تعامل الرسول) .Qatฺar : Dār al-Kutฺub al- Qatฺarīyat.

12/16/2553

นายแห่งการขออภัยผิด

عَنْ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ :‏
سَيِّدُ الِاسْتِغْفَارِ أَنْ تَقُولَ اللَّهُمَّ أَنْتَ رَبِّي لَا إِلَهَ إِلَّا أَنْتَ خَلَقْتَنِي وَأَنَا عَبْدُكَ وَأَنَا عَلَى عَهْدِكَ وَوَعْدِكَ مَا اسْتَطَعْتُ أَعُوذُ بِكَ مِنْ شَرِّ مَا صَنَعْتُ أَبُوءُ لَكَ بِنِعْمَتِكَ عَلَيَّ وَأَبُوءُ لَكَ بِذَنْبِي فَاغْفِرْ لِي فَإِنَّهُ لَا يَغْفِرُ الذُّنُوبَ إِلَّا أَنْتَ قَالَ وَمَنْ قَالَهَا مِنْ النَّهَارِ مُوقِنًا بِهَا فَمَاتَ مِنْ يَوْمِهِ قَبْلَ أَنْ يُمْسِيَ فَهُوَ مِنْ أَهْلِ الْجَنَّةِ وَمَنْ قَالَهَا مِنْ اللَّيْلِ وَهُوَ مُوقِنٌ بِهَا فَمَاتَ قَبْلَ أَنْ يُصْبِحَ فَهُوَ مِنْ أَهْلِ الْجَنَّةِ
‏(‏رواه البخاري‏ 5831 ,5848)‏

ความว่า : จากท่านนบี (ศ็อลฯ) ได้ทรงกล่าวว่า นายแห่งการขออภัยความผิดต่างๆ คือ การที่ท่านกล่าวว่า "โอ้อัลลอฮฺ พระองค์คือ ผู้ทรงอภิบาลของฉัน ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์ พระองค์ได้ทรงสร้างฉัน และฉัน คือ บ่าวของพระองค์ และฉันอยู่ภายใต้ข้อตกลงและสัญญากับพระงองค์ตามความสามารถที่ฉันมี ฉันขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นจากฉัน และขอทรงโปรดประทานอภัยโทษด้วยความเมตตาของพระองค์แก่ฉัน และฉันขออภัยโทษในความผิดของฉัน ดังนั้นได้โปรดอภัยผิดแก่ฉันด้วยเถิด เนื่องจากความผิดนั้นไม่มีผู้ใดให้อภัยฉันได้ นอกจากพระองค์์ " ท่านนบี (ศ็อลฯ) กล่าวว่า บุคคลใดได้ขอดุอานี้ในช่วงเวลากลางวันด้วยความเชื่อมั่น แล้วเขาเกิดเสียชีวิต ในวันนั้นก่อนที่จะเข้าช่วงเวลาเย็น เขาคือ คนหนึ่งในบรรดาชาวสวรรค์ และบุคคลใดได้ขอดุอานี้ในช่วงเวลากลางคืนด้วยความเชื่อมั่น แล้วเขาเกิดเสียชีวิต ในคืนนั้นก่อนที่จะเข้าช่วงเวลาเช้า เขาคือ คนหนึ่งในบรรดาชาวสวรรค์ "
หะดีษเศาะหีห์ รายงานโดยท่านอิหม่ามบุคอรีย์

11/12/2553

عنوان الفتاوى: التكبير في العيدين

فتاوى العيد للشيخ العلامة ابن باز–رحمه الله-

عنوان الفتاوى: التكبير في العيدين

السؤال: قبل عيد الأضحى يكبر الناس ويهللون بصوت مرتفع في المساجد؛ فهل هذا جائز؟

الجواب:

هذا السنة، ليلة العيد عيد الفطر القابلة إن شاء الله في ليلة الأحد، نحن الآن في ليلة السبت ثلاثين رمضان، في ليلة العيد السنة فيها التكبير، مع الصباح إلى انتهاء الخطبة، لقوله جل وعلا: (وَلِتُكْمِلُواْ الْعِدَّةَ وَلِتُكَبِّرُواْ اللّهَ عَلَى مَا هَدَاكُمْ وَلَعَلَّكُمْ تَشْكُرُونَ)؛ فالسنة التكبير ليلة عيد الفطر في الليل وفي الصباح وعند اجتماعهم في المسجد حتى ينتهي الإمام من الخطبة كله تكبير سنة،

وهكذا في عيد الأضحى السنة التكبير في الأيام العشر من دخول الشهر، من أول ليلة من شهر ذي الحجة على ليلة العيد على يوم العيد على يوم التشريق ثلاثة عشر يوماً كلها تكبير في شهر ذي الحجة، من أول الشهر إلى غروب الشمس من اليوم الثالث عشر كله تكبير، لكن في يوم عرفة وما بعده يكون تكبير مقيد ومطلق، يكبر تكبيراً مقيداً بعد الصلوات الخمس، ويكبر في بقية الأوقات، المسلم والمسلمة الرجل والمرأة بعد صلاة الفجر من يوم عرفة ويوم العيد وأيام التشريق تكبير أدبار الصلوات وفي بقية الزمان، يعني بقية النهار والليل، في منى وفي غير منى في المدن والقرى في الصحاري والسفر، السنة التكبير للمسلمين رجالاً ونساءً،

وكان منهم ابن عمر وأبو هريرة -رضي الله عنهما- يخرجان أيام العشر إلى الأسواق يكبران ويكبر الناس لتكبيرهما، ويقول النبي - صلى الله عليه وسلم -: "ما من أيام أعظم عند الله العمل فيهن من هذه الأيام العشر، فأكثروا فيهن من التهليل والتحميد والتكبير"، وبهذا يعلم أن التكبير مشروع في العيدين، في ليلة عيد الفطر، وفي صباح يوم عيد الفطر إلى أن يفرغ الإمام من الخطبة، وفي شهر ذي الحجة من أول الشهر إلى غروب الشمس من اليوم الثالث عشر، كله تكبير، لكن في الخمسة الأيام التي هي التاسع والعاشر والحادي عشر، والثاني عشر والثالث عشر من شهر ذي الحجة يجتمع فيها التكبيران المطلق والمقيد، وفق الله الجميع.

From : http://af.org.sa/page.php?pg=article_desc&art_id=1177&cat_id=23

9/29/2553

3+1 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จ

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิแด่ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก

อัลหัมดุลิลล่าฮฺ ขอชุโกรอัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) ที่ทรงประทานชีวิตและลมหายใจ ให้ผมได้มีโอกาสเขียนบทความที่มีคุณค่า เป็นกำลังใจและพลังให้เพื่อนมุสลิมที่กำลังต่อสู้กับนัฟซูตนเอง และมีความอดทนต่อการทดสอบของอัลลอฮฺ (ซุบหฺ)
อิสลามได้ให้สูตรความสำเร็จในการใช้ชีวิตแก่มนุษย์ เพื่อให้การดำเนินชีวิตของพวกเขาครอบคลุมความเป็นอยู่ในโลกนี้ และรับการตอบแทนในโลกหน้า ซึ่งมุสลิมสามารถประเมินตนเองได้ ดังนี้

1. اَلْحِفْظُ หมายถึง การท่องจำ การจดจำ การรักษา การบันทึก....
2. اَلْوَعْيُ หมายถึง การเอาใจใส่ การเลี้ยงดู การดูแลให้ความสนใจ ...
3. اَلْإِسْتِرْجَاعُ หมายถึง การทบทวน การตรวจสอบ หรือการนำกลับมาตรวจตรา ...
และ 4. اَلدُّعَاءُ หมายถึง การขอพร การมุ่งหวังความช่วยเหลือ การหมอบหมาย และการขอความสำเร็จ จากอัลลอฮฺ (ซุบหฺฯ) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริง และจะต้องให้อยู่ในทุกขั้นตอนตั้งแต่แรกจนจบ…..

หมายเหตุ :ขั้นตอนต่างๆ และรายละเอียดมีหลักฐานที่มาจากอัลกุรอานและอัลหะดีษ ซึ่งจะอธิบายกันในโอกาสหน้าต่อไป อินชาอัลลอฮฺ

4/18/2553

บทกลอนชวนคิด

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิแด่ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก

วันนี้มีกลอนมาฝาก ถึงจะเก่าแล้ว แต่คิดว่าน่าจะใหม่สำหรับใครบางคน
อ่านแล้วคิดด้วยครับ ดังนี้ครับ

หากอัลลอฮฺ ให้เจ้าเป็นคนเก่ง เจ้าจงยำเกรงต่อพระองค์
หากอัลลอฮฺ ให้เจ้ามีเกียตริสูงส่ง เจ้าอย่าทรนงและถือดี
หากอัลลอฮฺ ให้เจ้ามั่งมี เจ้าอย่าได้ย่ำยีและเหยียดหยาม
หากอัลลอฮฺ ให้เจ้าเป็นผู้รู้ เจ้าจงต่อสู้เพื่อสัจธรรม
หากอัลลอฮฺ ให้เจ้าขัดสน เจ้าจงอดทนและศรัทธา
เจ้าจงอย่าท้อแท้ และอย่าระทม เจ้าจะเป็นคนหนึ่งจากบรรดาผู้ศรัทธา

ไม่ทราบผู้แต่งครับ ...แต่ขออัลลอฮ์ทรงตอบแทนความดี

3/21/2553

ผู้นำกับการตัดสินใจ

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิแด่ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก

การตัดสินใจถือองค์ประกอบที่ดีของการมีภาวะผู้นำ ผู้นำที่ดีต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะการตัดสินใจถือเป็นทิศทางของกลุ่ม หากตัดสินใจถูกต้อง กลุ่มก็จะเดินไปในทางที่ถูก และผู้ตามก็จะยิ่งมีความเชื่อมั่นต่อผู้นำ ดังนั้นผู้นำจะต้องใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในทุกๆทางมาเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจอย่างรอบคอบ สมเหตุสมผล ตามข้อมูล สถิติ และ หลักฐานต่างๆที่สามารถรวบรวมได้เพื่อให้เกิดภาวการณ์ตัดสินใจที่สมบูรณ์ที่สุด เพื่อลดความเสี่ยง ในการตัดสินใจแต่ละครั้ง ซึ่งสรุปเป็นลำดับขั้นตอนที่จำเป็น ดังนี้

1. ค้นหา รวบรวมข้อมูลและ สถิติที่ถูกต้อง และ เชื่อถือได้
2. วิเคราะห์ และ ประเมินข้อมูลและสถิตินั้นเพื่อหาความเป็นไปได้ โดยผู้นำจะต้องไม่มองอะไรเพียงด้านเดียว โดยเด็ดขาด
3. ต้องมีความกล้า และใจกล้า รวมทั้งใจกว้าง เลือกจังหวะเป็นรู้จักเวลาที่ถูกต้อง
4. รู้จักการยืดหยุ่น ตามสถานการณ์และเวลาที่เปลี่ยนไป การตัดสินใจควรจะเหมาะสมในสถานการณ์ และ เวลาที่ต้องการ
5. ต้องรู้จักการประสานงานกับคนอื่นเป็น และ มอบหมายงานเป็น
6. ต้องเรียนรู้ในการติดตาม และ ประเมินผลงานที่มอบหมาย รวมทั้งเป้าหมายที่ตั้งไว้

ประการสุดท้ายและสำคัญที่สุดในการตัดสินใจของผู้นำ คือ ต้องมอบหมายงานนั้นต่ออัลลอฮฺ (สุบหฺ) หลังจากที่ได้มีการปรึกษากับสมาชิก และมีความมั่นใจดีแล้ว ดังที่พระองค์ ได้ทรงตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า :

وَشَاوِرْهُمْ فِي الأَمْرِ فَإِذَا عَزَمْتَ فَتَوَكَّلْ عَلَى اللّهِ إِنَّ اللّهَ يُحِبُّ الْمُتَوَكِّلِينَ

ความว่า : “และจงปรึกษาหารือกับพวกเขาในกิจงานใดๆ ดังนั้นเมื่อเจ้ามีความมั่นใจแล้ว ก็จงมอบหมายมันต่อองค์อัลลอฮฺเถิด แท้จริงพระองค์ทรงรักบรรดาผู้ที่มอบหมายตนต่อพระองค์” (อาลิอิมรอน : 159)

พระดำรัสของพระองค์ทรงสัจจริงเสมอ

2/23/2553

ผู้นำในอุดมคติ …ผู้นำผู้เข้าใจความเป็นมนุษย์ (ตอนที่ 3)

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิแด่ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก

องค์ประกอบที่สามของมนุษย์คือร่างกาย ซึ่งต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการมีจิตวิญญาณอิสลาม การมีสติปัญญาไตร่ตรองในเรื่องต่าง ๆ ผลต่อพัฒนาการของทั้งสอง ไม่ว่าจะเป็นการเติบโต หรือเสื่อมเสียสมดุล ล้วนได้รับอิทธิพลจากร่างกายทั้งสิ้น
ผู้นำที่ดีจึงต้องเข้าใจให้ดีว่า มนุษย์มีความต้องการเรื่องอุปโภคและบริโภค และแสวงหาปัจจัยต่างๆ เพื่อดำรงชีวิตไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งจะต้องให้สอดคล้องกับแนวทางที่พระองค์ทรงสั่งใช้ ไว้ในอัลกุรอานซูเราะห์อัลบะเกาะเราะฮฺ อายะห์ 168 ว่า

** يَا أَيُّهَا النَّاسُ كُلُواْ مِمَّا فِي الأَرْضِ حَلاَلاً طَيِّبا وَلاَ تَتَّبِعُواْ خُطُوَاتِ الشَّيْطَانِ إِنَّهُ لَكُمْ عَدُوٌّ مُّبِين **
ความว่า : “โอ้มนุษย์เอ๋ย เจ้าทั้งหลายจงบริโภคสิ่งอนุมัติที่ดีๆ จากสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน และจงอย่าตามบรรดาก้าวเดินของชัยฏอน แท้จริงมันคือศัตรูที่ชัดแจ้งของพวกเจ้า”

อิสลามตระหนักดี และให้การสนับสนุนเรื่องนี้ โดยเฉพาะผู้นำที่ดีจะต้องมีความยุติธรรมต่อสมาชิก ส่งเสริมให้สมาชิกสนใจในสุขภาวะของตนเอง เพื่อให้มีพลังในการดำเนินงาน ดังที่ท่านอิหม่ามมุสลิมได้รายงานไว้ว่าท่านเราะสูล  กล่าวว่าไว้

(( المؤمن القوي خير وأحب إلي الله من المؤمن الضعيف ))

ความว่า : “ผู้ศรัทธาที่แข็งแรงคือผู้ที่ประเสริฐและเป็นที่รักยิ่งของอัลเลาะห์ (ซุบหฯ) มากกว่าผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ”

ดังนั้นการเป็นผู้นำที่สามารถเข้าใจความเป็นตัวตนของมนุษย์ได้นั้น ถือได้ว่าเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จในการบริหารองค์กรแล้วส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือคือการศึกษาค้นคว้า และใฝ่เรียนรู้ เพราะผู้นำที่ดีจะต้องไม่หยุดอยู่กับที่ พร้อมที่จะพัฒนาตัวเอง พัฒนาทักษะการบริหารและการจัดการ และพร้อมที่จะรับประสบการณ์อยู่ตลอดเวลา ...

2/10/2553

ผู้นำในอุดมคติ...ผู้นำผู้เข้าใจตัวตนมนุษย์ (ตอนที่ 2)

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิแด่ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก

เมื่อผู้นำสามารถสร้างจิตวิญญาณของสมาชิกเป็นหนึ่งเดียวกันได้แล้ว สิ่งที่ผู้นำต้องเข้าใจลำดับต่อมา ก็คือ สติปัญญา สติปัญญาเป็นสิ่งที่ประเสริฐยิ่งที่อัลเลาะห์ (ซุบหานฮูวะตะอาลา) มอบให้กับมวลมนุษย์ การให้มีสติปัญญาทำให้มนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์ สามารถค้นหา ค้นคว้า และคิดประดิษฐ์ สิ่งใหม่ๆมากมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับชีวิต ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องเข้าใจในความสำคัญของสติปัญญา
สติปัญญาคือแหล่งข้อมูล หรือแหล่งความรู้ที่จะทำให้องค์กรเกิดการความก้าวหน้าและพัฒนา ผู้นำที่ดีต้องสามารถสร้างองค์กรให้เป็นองค์ความรู้ ด้วยการพัฒนาสมาชิกให้มีความรู้ในด้านต่างๆ อาจจะด้วยวิธีการมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้นำจะต้องเข้าใจ คือสติปัญญาเป็นองค์ประกอบหนึ่งของตัวตนมนุษย์ ดังนั้นจำเป็นที่ผู้นำจะต้องให้เกียรติ และเคารพในความคิดของเพื่อนสมาชิก จะด้วยวิธีการรับฟังและวปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ หรือสร้างบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในองค์กร
อัลเลาะห์ (ซุบหานฮูวะตะอาลา) ได้ทรงสั่งกำชับให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ พระองค์ทรงวางรูปแบบและชี้นำ ยิ่งไปกว่านั้นทรงเลือกให้เป็นบทหนึ่งของอัลกุรอาน นั่นก็คือบทที่ว่าด้วยการปรึกษาหารือ
“ อัช-ชูรอ” และตัวอย่างหนึ่งที่ปรากฏในอายะฮฺ 159 ของ ซูเราะห์อาละ-อิมรอน ที่ว่า

( وَشَاوِرْهُمْ فِي الأَمْرِ فَإِذَا عَزَمْتَ فَتَوَكَّلْ عَلَى اللّهِ إِنَّ اللّهَ يُحِبُّ الْمُتَوَكِّلِينَ )

ความว่า : “และจงปรึกษาหารือกับพวกเขาในกิจการทั้งหลาย ดังนั้นเมื่อเจ้าเกิดความแน่วแน่มั่นใจ ก็จงมอบหมายมันต่ออัลเลาะห์ แท้จริงพระองค์ทรงรักบรรดาผู้ที่ให้การหมอบหมาย”

ดังนั้นผู้นำต้องเข้าใจว่าอิสลามได้ให้มนุษย์มีสิทธิเสรีภาพทางความคิด แต่ต้องอยู่ภายในขอบเขต ซึ่งไม่ผิดต่อหลักการทั้งสองของศาสนา คือ คัมภีร์อัลกุรอาน และวัจนะของท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ทั้งสองคือมรดกอันล้ำค่าที่สุดที่มีอยู่ในประชาชาติยุคนี้ และเป็นพื้นฐานแรกในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เหตุนี้เองสติปัญญาของมนุษย์ ถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งที่ผู้นำตระหนักและทำความเข้าใจให้ดี

2/03/2553

ผู้นำในอุดมคติ...ผู้นำผู้เข้าใจตัวตนมนุษย์ (ตอนที่ 1)

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิแด่ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก

เรามักจะได้ยินเสมอว่าคุณลักษณะของผู้นำที่ดี ก็คือคุณลักษณะของท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ดังในอายะฮฺที่อัลเลาะห์ (ซุบหานะฮูวะตะอาลา) ได้ทรงประทานไว้ในซูเราะห์อัลอะห์ซาบ อายะฮฺที่ 21 ซึ่งยืนยันเห็นชัดเจนว่า ต้นฉบับต่างๆไม่ว่าจะด้านใดๆก็ตาม เราสามารถดูและศึกษาจากท่านเราะสูล (ศ็อลฯ)

** لَقَدْ كَانَ لَكُمْ فِي رَسُولِ اللَّهِ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ **

ความว่า : “โดยแน่แท้แล้วแบบอย่างที่ดีแก่เจ้าทั้งหลาย มีอยู่ในเราะสูลของอัลเลาะห์”

ส่วนหนึ่งจากมุมมองของนักวิชาการอิสลามหลายๆท่าน แสดงให้เห็นว่าคู่มือสำคัญสำหรับการเป็นผู้นำที่ดี คือต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติสามประการ คือ หนึ่ง เป็นผู้มีจริยธรรม (อีหม่าน) และศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า สอง เป็นผู้มีความรอบรู้ (อิลมู) และสามมีความรับผิดชอบ (อามานะห์)

แต่สำหรับผมแล้วคำว่าผู้นำในอุดมคติ คือผู้นำที่เข้าใจความเป็นมนุษย์ และด้วยบทความนี้น่าจะตอบคำถามให้เราทราบว่าความเป็นมนุษย์คืออะไร มีอะไรบ้าง และสำคัญอย่างไรต่อบทบาทของผู้นำ

ความเป็นมนุษย์หรือตัวตนของมนุษย์คือสัญชาตญาณ ความคิดความรู้สึก พฤติกรรม การพูด การยอมรับ การกระทำ ความต้องการ หรืออารมณ์ และอะไรอีกมายมายที่เราเห็นได้จากมนุษย์

คนหนึ่งจะสามารถนำคนอื่นได้ดีนั้น เขาจะต้องเข้าใจถึงตัวตนของคน โดยเฉพาะกับองค์ประกอบทั้งสาม อันได้แก่ จิตวิญญาณ สติปัญญา และร่างกาย การเข้าใจนี้เอง จะทำให้เขาสามารถนำผู้ตามของเขาได้โดยง่ายดาย และเขาจะเป็นที่ยอมรับเชื่อฟัง ปฏิบัติตามตามความต้องการของกลุ่ม

จิตวิญญาณของคนเป็นสิ่งแรกที่ผู้นำต้องทำความเข้า เราจะเห็นได้ว่าในการบริหารจัดการส่วนใหญ่ ผู้นำมักจะขาดความเข้าใจในส่วนนี้ เนื่องจากว่ามีความเชื่อว่า วัตถุมีความสำคัญมากกว่า การให้เลื่อนตำแหน่ง หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่จะมัดใจสมาชิกของเขาด้วยกับค่านิยมถือว่าเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้ว แต่ลืมนึกถึงความต้องการที่แท้จริงของจิตวิญญาณมนุษย์ ทั้งที่ความจริงแล้วในทางกลับกันจิตวิญญาณมีความสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด

การสร้างจิตวิญญาณร่วมของผู้นำ สามารถทำให้ผู้ร่วมงานเกิดความเป็นทีมได้อย่างลงตัว และร่วมมือกันด้วยความบริสุทธ์ใจ ซึ่งเราเห็นได้จากประวัติศาสตร์อิสลามในการเผยแพร่ศาสนาของท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) โดยท่านเริ่มจากหลักการศรัทธา หลักความเชื่อมั่น มีวิธีการ รูปแบบชักจูงที่สามารถทำให้ผู้ถูกเรียกร้องเข้าร่วมอุดมการณ์ หรือแม้แต่ยอมเสียชีวิตตนเองเพื่อศาสนา
ส่วนหนึ่งจากวิธีการหนึ่งที่ท่านปลูกจิตวิญญาณบรรดามุสลิมให้เกิดความรู้สึกร่วมทางสังคม ดังหะดีษที่ได้รายงานโดยอบูมูซา อัลอัชอารีย์ ในหนังสือซอเหี๊ยะฮฺของท่านอิหม่ามอัลบุคอรี เลขที่ 2446 ว่า

(( المؤمن للمؤمن كالبنيان ، يشد بعضه بعضا . وشبك بين أصابعه ))

ความว่า : “ผู้ศรัทธาต่อผู้ศรัทธานั้น เปรียบเสมือนสิ่งก่อสร้างอันเดียวกัน ซึ่งบางส่วนนั้นจะยึดอยู่กับอีกบางส่วน แล้วท่านก็ได้เอานิ้วมือของท่านมาประสานกัน”

หากผู้นำเริ่มตระหนักจากจุดนี้ก่อน และเห็นคุณค่าในวิธีการดังกล่าวแล้ว แน่นอนผู้ตามจะมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของกลุ่ม ให้ความสำคัญและตระหนักในหน้าที่ของตน ก่อเกิดมิตรภาพและความสามัคคี มุ่งมั่นแสวงความโปรดปรานจากอัลเลาะห์ (ซุบหานะฮูวะตะอาลา) มากกว่าเรื่องของเงิน และเรื่องผลประโยชน์ใดๆ ...

1/18/2553

มาใคร่ครวญกันสักนิด

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

หลายวันที่ผ่านมานี้ โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงเริ่มปีใหม่มา เราทุกคนคงจะได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และเดชานุภาพของอัลลอฮฺ (ซุบฯ)แล้วว่า หากพระองค์ทรงประสงค์สิ่งใด สิ่งนั้นย่อมเกิดขึ้น ดังที่ทรงตรัสว่า

(إِنَّمَا أَمْرُهُ إِذَا أَرَادَ شَيْئاً أَنْ يَقُولَ لَهُ كُنْ فَيَكُونُ﴾ (يس : 82 )

ความว่า “แท้จริงพระบัญชาของพระองค์ เมื่อทรงประสงค์สิ่งใด พระองค์ก็จะตรัสแก่มันว่า จงเป็น แล้วมันก็จะเป็นขึ้นมา” (ยาซีน :82)

(พายุหิมะ-น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลาย-ภัยแห้งแล้ง-น้ำท่วม-แผ่นดินไหว-พายุใต้ฝุ่น-ภูเขาไฟระเบิด-ความหนาวติดลบสูงสุด-และอื่นๆอีกมายมาย)

หรือนี่คือการลงโทษของผู้ที่ท้าทายต่อพระองค์ ?
ผู้กล่าวอ้างว่ารู้สัญญาณวันสิ้นโลก ?
หรือว่าเป็นสัญญานกิยามัตที่ท่านนบี(ศ็อลฯ)เคยกล่าวไว้ ?

ท่านอะนัส บิน มาลิก ได้กล่าวว่า ท่านเราะสูล(ซล.)กล่าวว่า :

،من أشراط الساعة أن يقل العلم ، ويظهر الجهل ، ويظهر الزنا "
" وتكثر النساء ، ويقل الرجال ، حتى يكون لخمسين امرأة القيم الواحد
رواه البخاري

ความว่า “ส่วนหนึ่งจากสัญญาณวันสิ้นโลกคือความรู้*1 จะลดน้อย ความโง่เขลา*2จะเปิดเผย*3 การทำซินาจะแผ่หลาย*4 สตรีจะมีมากขึ้น ขณะที่บุรุษจะน้อยลง จนกระทั่งสตรี 50 คนต่อบุรุษเพียงคนเดียว” รายงานโดยท่านอิหม่ามบุคอรี
1.(ผู้มีความรู้)2.(คนไม่มีความรู้)3.(แสดงตนว่ารู้) 4.(จนดูเป็นเรื่องปกติ)

ขอเชิญทุกคนมาร่วมกันใคร่ครวญสักนิด "ว่าเราพร้อมหรือยัง ในขณะที่ชีวิตเรากำลังเดินไปหาความตายอยู่ตลอดเวลา !!!"

ขออัลลอฮฺ(ซุบฯ)ทรงโปรดคุ้มครองเราและพี่น้องมุสลิมทั้งมวลให้พ้นจากภัยบะลาอฺต่างๆ รวมถึงรอดพ้นไฟนรกด้วยเทอญ
อามีนยาร็อบบั้ลอาละมีน
........

1/17/2553

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

ขอความรักและความเอ็นดูเมตตาจากอัลลอฮฺผู้เป็นเจ้าของกิจการงานต่างๆ ผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่ ผู้อภิบาลแห่งสากลโลก

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวว่า "อัลหัมดุลิ้ลลาฮฺ" ที่พระองค์ทรงโปรดทำให้เรามีชีวิตเพื่อเป็นบ่าวที่ดี แสวงหาและปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงใช้ และขอความคุ้มครองเราและมุสลิมทุกชีวิตในโลกนี้ และโลกหลังความตาย รอดพ้นจากการทดสอบและการกริ้วโกรธจากพระองค์ด้วยเทอญ

มุสลิมที่แท้จริงคือมุสลิมที่สามารถตอบ 3 คำถามที่ชวนสงสัย นั่นคือ เรามาจากที่ไหน? เรามาทำอะไร ? และเราจะไปไหน ? ดังนั้นคำตอบคือ เรามาจากพระองค์ผู้อภิบาล เรามาเพื่อพระองค์ และเราจะกลับไปหาพระองค์ นั่นคือสิ่งที่ยืนยันว่าไม่ว่าเขาจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตามล้วนต้องกลับไปหาพระองค์ ...

สำหรับบทความที่จะลงใน บล็อกนี้ ในครั้งต่อไป อินชาอัลลอฮฺ จะมีความยาวและรายละเอียดมากกว่านี้

แล้วพบกันครับ...

وبالله التوفيق