{وَأَحْسِنُوَاْ إِنَّ اللّهَ يُحِبُّ الْمُحْسِنِينَ }

ความว่า และจงทำดีเถิด แท้จริงอัลลอฮฺ นั้นทรงชอบผู้กระทำดีทั้งหลาย (อัลบะเกาะเราะฮฺ : 195)




2/26/2555

เรื่องเล่าจากแดนไกล (ซูดาน) ตอนที่ 3 (คุยกันเรื่องของฝุ่น)

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

قيل : " وراء الصعوبة الحكمة "

มีคนกล่าวว่า “เบื้องหลังความยากลำบาก คือ ฮิกมะฮฺ (วิทยปัญญา, ปัญญาที่ซ้อนเร้น, ประโยชน์ที่แอบแฝง)”

อัลฮัมดุลิลล่าฮฺ ขอชุโกรต่ออัลลอฮฺ ที่ทรงโปรดประทานทางนำ (อัลฮุดา) และความผาสุกในดุนยา (ริสกี) ให้เราได้นำเป็นเสบียงเดินทางต่อไปสู่โลกอันจีรัง (อาคิเราะฮฺ)

ขอสดุดี (เศาะละวาต) แด่ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ผู้ซึ่งฝ่าฟันอุปสรรคนำพาแสงสว่างแห่งสัจธรรม ให้เราได้ยึดมั่นด้วยหัวใจ (อะกีดะฮฺ) ไตร่ตรองด้วยปัญญา (อัลนัซรฺ) กับความยิ่งใหญ่ของผู้ทรงสร้าง และการจัดการสรรพสิ่งทั้งมวลอย่างเป็นระบบของพระองค์ ทั่วทั้งผืนน้ำและแผ่นดิน

ซูดาน ประเทศที่ได้ชื่อว่า ประเทศที่ร้อนและลำบากมากที่สุดจากบรรดาประเทศที่นักศึกษาศาสนาของไทยเราจะเลือกเดินทาง และมุ่งหวังความรู้กลับไป บางคนกล่าวว่า “คือตัวเลือกสุดท้าย” เนื่องจากมีสภาพอากาศร้อนจัด หนาวจัด ฝนบวกฝุ่น และก็พายุฝุ่น (โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่าง “อัลคุรฎูม” ซึ่งจัดเป็นพื้นที่กึ่งทะเลทราย และมีอากาศที่แปรปรวนมากที่สุด )

ครับ...มาถึงตอนนี้ ผมต้องขอชื่นชมนักศึกษาไทยที่นี้ (ปัจจุบันประมาณ 250 คน) ด้วยความจริงใจ ว่า “แววตาที่มุ่งมั่นต่อเป้าหมาย ความหวังและหัวใจของพวกเขาแกร่งจริงๆ” ทำให้เขาสามารถอยู่ที่นี้ได้นานคนละหลายปี

ตอนนี้ ลมหนาวแบบทะเลทรายผ่านไปแล้วครับ เราได้สัมผัสความหนาวแบบว่าเปิดแอร์ประมาณ 10 องค์ศาฯ กันทั่วประเทศ ไปประมาณเกือบ 4 เดือน ชนิดที่ว่า ถ้าไม่ทาครีมกันหรือลิสรีนแล้ว “แตกเลือด” เลือดไหลจริง เจ็บจริง (นักศึกษาไทยที่นี้ทราบกันดีครับ) เพราะอากาสแห้งมาก กลางคืนสามารถเห็นประกายไฟจากการเสียดสีของผ้าได้เลย

ถึงเวลาที่ท้องฟ้าและฝุ่นเริ่มเข้ามาตั้งหมอกอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนฤดูกาลครับ อีกไม่กี่สัปดาห์ อินชาอัลลอฮฺ เราจะเข้าสู่ช่วงเวลาเด็ดๆของที่นี้อีกครั้ง แบบว่าตากผ้ากันไม่เกินครึ่งชั่วโมง (ไม่ได้โม้) เพราะมันคือหน้าร้อน ซึ่งความร้อนแบบลมแห้งของที่กึ่งทะเลทรายแห่งนี้ช่วยให้ผ้าคุณแห้งได้ แบบไม่ต้องรอนาน (อย่างกับร้านสะดวกซื้อไปเลย) นี้ ยังไม่รวมกับผงซักฟอกซูดานด้วยครับ แรงกันถึงใจ กัดกันจนผ้าสีหน้าซึมไปเลย (หายสดใสครับ) ขอแนะว่า “ได้โปรดอย่านำผ้าของคุณแช่ผงซักฟอกนานนะครับ สงสารมัน ถ้าคุณยังต้องการสีสดใสอยู่” (ไม่ได้บ่นนะครับ แค่อยากให้เห็นภาพจริงๆ)

ต่อกันเรื่องของฝุ่น (จุดเด่นของตอนที่ 3 ครับ[1]) จากการสอบถามทำให้ผมทราบว่า หากมีฝุ่น (เรียกภาษาอาหรับว่า “งุบารฺ”) ตั้งเค้ามาพัดกันแบบชนิดเหมือนฝนเมื่อไหร่ นั่นคือ...สัญญาณของการเปลี่ยนฤดูกาล เพื่อเริ่มต้นและเตือนให้เตรียมร่างกายของเราพร้อมรับฤดูกาลใหม่ (เพื่อนซูดานเล่าให้ฟังว่า “ที่มีฝุ่นเยอะสุดก็ที่ในเมืองคุรฏูม” บางคนบอกว่า “ไม่เคยเห็นแบบที่นี้มาก่อน” และบางคนก็สรุปให้ฟังเลยว่า “พื้นที่ของคุรฎูม เป็นแบบอากาศกึ่งทะเลทราย จึงมีฝุ่นและพายุฝุ่นเกิดขึ้นง่ายมาก”)

แล้วทำไมต้องสนใจเรื่องฝุ่น ??? อะไรคือ ฮิกมะฮฺ จากฝุ่น ??? (สำคัญมากด้วย ต้องอ่านต่อนะครับไม่งั้นไม่รู้...)

สอบถามได้ข้อมูลมาว่าฝุ่นจะมาอยู่เรื่อยๆ หลังจากที่อินทผลัมออกดอกและออกผล )สุบหานั้ลลอฮฺ..! ( เพราะว่าฝุ่นทำให้อินทผลัมสุขและหวาน ตามกระบวนการธรรมชาติซึ่งอัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ทรงสร้างขึ้น เนื่องจาก...

อินทผลัม เป็นผลไม้ทะเลทราย[2]จะออกลูกได้ในรอบปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะจะอยู่ช่วงก่อนเดือนรอมฎอน (ซึ่งหลังจากนี้เหลืออีกประมาณไม่ถึง4 เดือน แล้วครับ) และจะออกมากเรื่อยๆ จนพ้นเดือนรอมฎอน ประมาณเดือนหนึ่ง ก็หยุดให้ผล ที่สำคัญอากาศในช่วงนั้นจะร้อนมาก กลางวันจะมากกว่ากลางคืน (เข้าเวลาละหมาดสุบหฺ ประมาณ 05.00 น. และมักริบ เวลา 19.30 น.) โดยเฉพาะช่วงบ่ายไป จะร้อนแบบแห้งๆ

และเนื่องจากความเป็นทะเลทรายนี่เองครับ จึงทำให้เกิดกระบวนการอบและสกัดความหวานในตัวเนื้ออินทผลัมซึ่งดูภายนอกเป็นเปลือกแข็ง (ไม่มีกลิ่นบ่งชี้เลยว่าเนื้อจะหวานชุ่มช่ำ) นั่นหมายถึง ...ในขณะที่มีฝุ่นหมอกและพายุพัดมาปกปิดผิวเปลือกของอินทผลัมจากนกเล็กและนกใหญ่ ไม่ให้จิกกิน ฝุ่นทำหน้าที่เป็นเกาะเคลือบความร้อนจาก อากาศภายนอกสู่เนื้อภายใน (เหมือนเตาอบ) ถึงตอนนี้ต้องนึกภาพตามนะครับ ภาพอินทผลัมบนต้นและมีฝุ่นติดเต็มลูกของมัน หรือใครที่ยังนึกไม่ออก ก็นึกถึงเวลาเราจะเผาไข่ให้สุก เขาต้องเอาดินพอกนะครับ เพราะไข่ไม่สุข แถมแตกหมดแน่เลย

สุบหานั้ลลอฮฺ...! นั่นแหละครับ กระบวนการทำให้อินทผลัมสุก ด้วยกับการอบแบบไมโครเวปที่เกิดจากความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) สุดท้ายเราก็จะได้ทานอินทผลัม ที่มีรสชาติหวานช่ำ โดยไม่ต้องเติมน้ำตาลเลย

อินชาอัลลอฮฺ เรื่องราวดีๆจะมีต่อไป ตราบเท่าที่อัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ทรงไว้ลมหายใจและให้โอกาสเราได้เรียนรู้และไตร่ตรองร่วมกัน

ขอดุอาจากอัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ให้ปีนี้และอีกหลายๆปีของเราทุกคน ได้มีชีวิตอยู่ถึงรอมฎอน เพื่อจะได้ทำอิบาดัต และขวนขวายความดีงามกัน รวมทั้งขอให้เราได้ละศิลอดด้วยผลไม้มหัศจรรย์นี้ ซึ่งบรรดาอุละมาอ์อิสลามมีทัศนะว่า “วิทยปัญญาในการส่งเสริมให้มีการละศีลอดด้วยผลอินทผลัมนั้น เนื่องจากความหวานของมันสามารถทำให้เกิดพละกำลัง และสอดคล้องกับความศรัทธา สามารถทำให้หัวใจมีความอ่อนโยน

สุดท้ายนี้ขอฝากหะดีษจากท่านซัลมาน บิน อามิร อัฎเฎาะบีย์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮู) ที่ได้กล่าวไว้ว่า ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ว่า

(( إِذَا أَفْطَرَ أَحَدَكُمْ فَلْيُفْطِرْ عَلَى تَمْرٍ ، فَإِنْ لَمْ يَجِدْ فَلْيُفْطِرْ عَلَى مَاءٍ فَإِنَّهُ طَهُوْرٌ وَفِي لَفْظٍ : فَإِنَّهُ لَهُ طَهُوْرٌ . وَفِي لَفْظٍ آخَرٍ : فَإِنَّ المَاءَ طَهُوْرٌ ))

ความว่า เมื่อผู้ใดจากพวกท่านจะละศีลอด ก็จงละศีลอดด้วยผลอินทผลัม หากไม่มีอินทผลัม ก็จงละศีลอดด้วยน้ำ แท้จริงน้ำนั้นเป็นสิ่งบริสุทธิ์” (บันทึกโดยอะห์มัด 4/17–18 อบู ดาวูด 2355 อิบนุ มาญะห์ 1699 และอัตติรมีซีย์ 694 กล่าวว่า: เป็นหะดีษเศาะฮี๊ห์)

وصلى الله على سيدنا محمد وعلى آله وصحبه أجمعين

والحمد لله رب العالمين



[1] สำหรับใครพลาดตอนที่ 1 และ 2 หลังจากจบตอนนี้ ถ้ามีเวลา ก็รีบอ่านนะครับเดี๋ยวไม่ปะติด ปะต่อเรื่องครับ

[2] บางคนบอกว่ามันขึ้นได้นอกเขตที่ไม่ใช่ทะเลทราย จริงครับ...แต่รสชาติต่างกันแน่นอน

2/23/2555

สิทธิของผู้ปกครองและผู้อยู่ภายใต้การปกครอง

อัลหัมดุลิลล่าฮฺ ขอชุโกรต่ออัลลอฮ์ (สุบหฺฯ) ที่ทรงประทานอีมาน อิสลาม ชีวิตและลมหายใจให้เราทุกคนได้มีโอกาสทำในสิ่งที่ดีงาม และคาดหวังการตอบแทนผลงานจากพระองค์ ขอทรงโปรดประทานความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และทรงโปรดอภัยความผิดที่ล่วงกระทำไปโดยเจตนาและที่พลาดพลั้งไปโดยขาดการยับยั้งชั่งใจ อันเกิดจากการหลงตามชัยตอนมารร้ายและอารมณ์ใฝ่ต่ำ แก่ผู้เขียน ผู้อ่าน ครอบครัว ญาติพี่น้อง และมิตรสหาย ตลอดจนพี่น้องมุสลิมทั้งมวล ด้วยเทอญ

ขอเศาะละวาต (สดุดี) แด่ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) นายแห่งบรรดาศาสนทูตทั้งหลาย ผู้ทรงแบกรับภาระกิจที่ยิ่งใหญ่ ในการนำพาประชาติทั้งมวลสู่หนทางแห่งสัจธรรม และทรงได้รับสิทธิพิเศษ โดยเป็นที่รักเหนือบรรดามัคฺลูกฺใดๆ (สิ่งที่ถูกสร้าง) ณ ที่อัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ดังหลักฐานปรากฎในสูเราะฮฺ อัล ฟะตฮฺ อายะฮฺ ที่ 8-9

{ إِنَّا أَرْسَلْنَاكَ شَاهِدًا وَمُبَشِّرًا وَنَذِيرًا . لِتُؤْمِنُوا بِاللَّهِ وَرَسُولِهِ وَتُعَزِّرُوهُ وَتُوَقِّرُوهُ وَتُسَبِّحُوهُ بُكْرَةً وَأَصِيلًا . } (الفتح : 8-9)

ความว่า “แท้จริงเราได้ส่งเจ้า(มุฮัมมัด)มาเพื่อเป็นพยานและผู้แจ้งข่าวดีและผู้แจ้งข่าวร้าย เพื่อให้พวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และเราะสูลของพระองค์ และให้ความช่วยเหลือเขา (เราะสูล) และแซ่ซ้องสดุดีพระองค์ทั้งในยามเช้าและยามเย็น[1]

จากทั้งสองอายะฮฺนี้ ยิ่งทำให้เราได้ตระหนักดีว่า มนุษย์ทุกคนต้องมอบความรักต่อท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) มากกว่ามัคลูกๆ อันเป็นที่รักของเขา ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของเขา ลูก หรือผู้ให้กำเนิดก็ตาม ดังบันทึกของท่านอิมามอัลบุคอรีย์และอิมามมุสลิม ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า

(( لا يؤمنُ أَحَدُكم حتى أكونَ أَحَبَّ إليه من وَالدِهِ وَوَلَدِه والناسِ أَجْمَعِين))

ความว่า “คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านจะยังไม่ศรัทธาจนกว่าฉันจะเป็นที่รักของเขามากกว่าพ่อแม่ ลูก และมนุษย์ทุกคน”

พี่น้องผู้อ่านครับ บทความนี้ ผมจะขอพูดถึงสิทธิของผู้ปกครองและผู้ใต้การปกครอง เนื่องจากเป็นเรื่องที่เราทั้งหลายต้องเร่งรีบทำความเข้าใจถึงบทบาท หน้าที่ที่ต้องกระทำ และสิทธิที่พึงได้รับ เพื่อป้องกันสาเหตุที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวของประเทศ สังคม องค์กร หรือกลุ่ม หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยแก่ผู้เกี่ยวข้องและมีความสนใจ

ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล็กๆเล่มหนึ่ง ชื่อหนังสือว่า (حقوق دعت اليها الفطرة وقررتها الشريعة) “บรรดาสิทธิ (สิ่งที่)ฟิฎเราะฮฺเรียกร้องหา และชะรีอะฮ์ได้กำหนด(มัน)เอาไว้” ของ ฯพณฯ ท่าน เช็ค มุหัมมัด ศอลิหฺ อัลอุษัยมีน (เราะหิมะฮุลลอฮ์) จัดพิมพ์ครั้งที่ 9 ในปี 2009 (ฮิจเราะฮฺศักราชที่ 1430) โดยสถาบันวิจัยค้นคว้าทางวิชาการและการวินิจฉัยข้อชี้ขาด อัรริญาด ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย

สิ่งที่น่าสนใจจากหนังสือเล่มนี้ คือ การนำเอาหลักฐานจากอัลกุรอานและอัลหะดีษ มาแสดงให้เห็นถึงสิทธิต่างๆที่เกี่ยวข้องกับผู้สร้างและผู้ถูกสร้าง โดยตอบสนองต่อฟิฏเราะฮฺ (กมลสันดาน)และเป็นไปตามหลักชะรีอะฮฺ (หลักศาสนบัญญัติ) จำแนกได้ 10 สิทธิ ได้แก่ 1)สิทธิของอัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) 2)สิทธิของท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) 3)สิทธิของพ่อแม่ 4)สิทธิของลูกๆ 5)สิทธิของญาติพี่น้อง 6)สิทธิของสามีภารยา 7)สิทธิของผู้ปกครองและผู้อยู่ภายใต้การปกครอง 8)สิทธิของเพื่อนบ้าน 9)สิทธิของพี่น้องมุสลิม 10)สิทธิของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม จากสิทธิทั้งหลาย ผู้เขียนได้เลือกสิทธิที่เจ็ดมาแปล เพื่อเป็นประโยชน์แพร่หลายต่อไป อินชาอัลลอฮฺ

สิทธิที่เจ็ด : สิทธิของผู้ปกครองและผู้อยู่ภายใต้การปกครอง

บรรดาผู้ปกครอง (الولاة) หมายถึง บรรดาบุคคลที่ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลกิจการงานต่างๆ ของมุสลิม ไม่ว่าจะมีลักษณะการปกครองทั่วไปก็ตาม เช่น นายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดี ซึ่งอำนาจปกครองสูงสุดในประเทศ หรือแบบเจาะจงเฉพาะ เช่น ผู้บริหาร ผู้จัดการหรือผู้นำองค์กรหนึ่งๆ พวกเขาเหล่านี้มีสิทธิอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับจากผู้ใต้การปกครอง ขณะเดียวกันผู้ใต้การปกครองก็มีสิทธิที่จะต้องพึงได้รับจากผู้ปกครอง

ดังนั้น สิทธิของผู้อยู่ภายใต้การปกครองพึงได้รับจากผู้ปกครอง มีดังนี้ :

บรรดาผู้ปกครองทั้งหลายมีหน้าที่รักษาอะมานะฮฺ (ความรับผิดชอบ)ต่อผู้ใต้การปกครอง โดยต้องสำนึกว่า หน้าที่ดังกล่าวเป็นภาระที่จักต้องแบกรับและถูกสอบสวน ณ ที่อัลลอฮฺ (สุบหฯ) พวกเขาจะต้องตักเตือนผู้ใต้การปกครองและชี้นำทางที่ถูกต้อง และรับรองความปลอดภัยอันเกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ทั้งมวลในโลกนี้และโลกหน้าแก่ผู้ใต้การปกครอง ปฎิบัติตนตามวิธีการและวิถีทางของบรรดาผู้ศรัทธา ทางอันมีแบบอย่าง คือ ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ)ซึ่งจะนำพาให้พบความสงบสุขแก่ผู้อยู่ภายใต้การปกครองหรือภายใต้อำนาจของพวกเขา นั่นหมายถึง การสร้างความริฎอ (พึงพอใจ) อีกทั้งเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ทำให้ผู้ใต้การปกครองพร้อมน้อมรับและเชื่อฟังต่อคำสั่งใช้ของพวกเขา โดยพวกเขาเองก็รักษาอะมานะฮฺได้อย่างสมบูรณ์

ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลใดที่ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) พระองค์ก็จะทรงบันดาลให้มนุษย์ยำเกรงต่อตัวเขา และบุคคลใดได้สร้างความความยินดีต่ออัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ก็เพียงพอที่เขาเองได้ให้ความพึงพอใจแก่เพื่อนมนุษย์ เนื่องจากว่า หัวใจทุกดวงอยู่ภายใต้เดชานุภาพของพระองค์ ผู้ทรงสามารถเปลี่ยนแปลงหัวใจดวงหนึ่งๆ ได้ตามที่พระองค์ทรงประสงค์

สำหรับสิทธิของผู้ปกครองพึงได้รับจากผู้อยู่ภายใต้การปกครอง มีดังนี้ :

บรรดาผู้ปกครอง (ผู้นำ) มีสิทธิในการได้รับการตักเตือนจากผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ในกิจการงานที่พวกเขารับผิดชอบดำเนินการและดูแลให้แก่พี่น้องมุสลิม พวกเขามีสิทธิในการได้รับการย้ำเตือนตัวของพวกเขาในช่วงเวลาที่เพิกเฉยหรือละเลยต่ออะมานะฮฺ สิทธิในการขอดุอา (ขอพร) ให้พวกเขา เมื่อใดก็ตามที่หันเหจากทางที่ถูกต้อง และสิทธิในการได้รับการน้อมรับการสั่งใช้ของพวกเขาจากผู้อยู่ภายใต้การปกครอง หากการงานนั้นไม่ขัดแย้ง (ฝ่าฝืน) ต่ออัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) เนื่องจากพวกเขาถือเป็นกลุ่มของผู้นำคำบัญชาและการจัดการระเบียบต่างๆ ดังนั้นเมื่อใดผู้อยู่ภายใต้การปกครองขัดแย้ง และฝ่าฝืนไม่น้อมรับ ภักดีต่อคำสั่งใช้แล้ว เมื่อนั้นความเสียหายและความล้มเหลวในกิจการงานต่างๆจะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน

ดังกล่าว อัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ได้ทรงสั่งใช้ผู้ศรัทธาให้ฏออัต (ภักดี) ต่อพระองค์ เราะสูลของพระองค์ และบรรดาผู้ปกครองของพวกเขา

{ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ أَطِيعُواْ اللّهَ وَأَطِيعُواْ الرَّسُولَ وَأُوْلِي الأَمْرِ مِنكُمْ فَإِن تَنَازَعْتُمْ فِي شَيْءٍ فَرُدُّوهُ إِلَى اللّهِ وَالرَّسُولِ إِن كُنتُمْ تُؤْمِنُونَ بِاللّهِ وَالْيَوْمِ الآخِرِ ذَلِكَ خَيْرٌ وَأَحْسَنُ تَأْوِيلاً } (النساء:59)

ความว่า “ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงเชื่อฟังอัลลอฮฺ และเชื่อฟังเราะสูลเถิด และผู้ปกครองในหมู่พวกเจ้า [2] ดังนั้นหากพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใด ก็จงนำสิ่งนั่นกลับไปยังอัลลอฮฺ และเราะสูล [3]หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันอาคิเราะฮฺ นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดียิ่งและเป็นการกลับไป [4]ที่สวยยิ่ง”

นอกจากนี้ สิทธิของผู้ปกครองพึงได้รับจากผู้อยู่ภายใต้การปกครอง คือ การได้รับความร่วมมือและความช่วยเหลือในกิจการงานของพวกเขาให้ดำเนินบรรลุสู่ความสำเร็จตามงานที่พวกเขาได้รับผิดชอบนั้นๆ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ทุกๆคน มีอะมานะฮฺ หน้าที่ต้องรับผิดชอบของตนเองในสังคม (อยู่แล้ว) และบรรดาผู้ปกครองเช่นกัน หากท่านไม่ให้การช่วยเหลือพวกเขา สิ่งที่ท่านคาดหวังจากพวกเขา อันหมายถึงภาระหน้าในการแบกรับกิจการงานต่างๆ ของทุกคน ย่อมไม่บรรลุตามเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้

สรุปก็คือ "ในบางครั้งเราเรียกร้องแต่จะเอาสิทธิพึงได้รับกันอย่างเดียว แต่เราลืมไปว่าเราเองก็มีหน้าที่ต้องทำให้ได้ตามบทบาทของเรา บทบาท หน้าที่ และสิทธิ จึงเป็นคำสามคำที่น่าสนใจ และควรย้อนกลับมาไตร่ตรองคิดใคร่ครวญและย้ำเตือนกัน เพื่อให้สังคมมุสลิมเราได้ชื่อว่าเป็นแบบอย่างแก่ประชาชาติอื่นๆอย่างแท้จริง" ตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ (สุบหฺ) ที่ว่า

{ كُنتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنكَرِ وَتُؤْمِنُونَ بِاللّهِ وَلَوْ آمَنَ أَهْلُ الْكِتَابِ لَكَانَ خَيْرًا لَّهُم مِّنْهُمُ الْمُؤْمِنُونَ وَأَكْثَرُهُمُ الْفَاسِقُونَ } (آل عمران : 110)

ความว่า “พวกเจ้านั้น [5]เป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษย์ชาติ โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และถ้าหากว่าบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ [6]ศรัทธากันแล้ว แน่นอนมันก็เป็นการดีแก่พวกเขา จากพวกเขานั้นมีบรรดาผู้ที่ศรัทธา [7] และส่วนมากของพวกเขานั้นเป็นผู้ละเมิด”

อินชาอัลลอฮฺ ถ้ามีเวลาและโอกาสคงได้แปล สิทธิอื่นๆ ต่อไป

وصلى الله على سيدنا محمد وعلى آله وصحبه أجمعين

والحمد لله رب العالمين



[1] เราได้ส่งเจ้ามาเพื่อเป็นพยานแก่มนุษย์ในวันกิยามะฮฺ เป็นผู้แจ้งข่าวดีคือสวนสวรรค์แก่บรรดามุอฺมิน และเป็นผู้แจ้งข่าวร้ายแก่พวกปฏิเสธศรัทธาด้วยการลงโทษคือนรกญะฮันนัม เราได้ส่งเราะสูลมาเพื่อให้พวกเจ้าศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกเจ้าและเราะสูลของพวกเจ้าด้วยการศรัทธาอย่างแท้จริง และให้ความช่วยเหลือและยกย่องให้เกียรติแก่เราะสูลของพระองค์

[2] บรรดาเจ้าหน้าที่ในหมู่พวกเจ้าที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครอง เมื่อเจ้าหน้าที่เหล่านั้นสั่งให้ทำสิ่งใดก็จงปฏิบัติตาม

[3] นำสิ่งที่ขัดแย้งกันนั้นไปตรวจสอบดูกับอัล-กุรอานและสุนนะฮ์ของท่านนะบีว่า อัลลอฮฺ (สุยหฺฯ) และท่านนะบีได้กล่าวว่าอย่างไร แล้วให้ยึดถือตามนั้นโดยปราศจากดื้อดึงใด ทั้งสิ้น

[4] กลับไปสู่ความจริงที่สวยงามยิ่ง เพราะจะทำให้ทุกฝ่าย ตั้งอยู่ในสิ่งที่ถูกต้อง และมีความพอใจโดยทั่วกัน

[5] หมายถึงบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อท่านนะบีมุฮัมมัด

[6] หมายถึงพวกยิวและคริสต์ มักจะเรียกทับศัพท์กันว่า พวกอะฮ์ลุลกิตาบ

[7] เช่นอับดุลลอฮ์ บินสะลาม และเพื่อนๆ ของท่านซึ่งเป็นชาวยิว และอันนะญาชีย์ และพรรคพวกของท่านซึ่งเป็นชาวคริสต์