{وَأَحْسِنُوَاْ إِنَّ اللّهَ يُحِبُّ الْمُحْسِنِينَ }

ความว่า และจงทำดีเถิด แท้จริงอัลลอฮฺ นั้นทรงชอบผู้กระทำดีทั้งหลาย (อัลบะเกาะเราะฮฺ : 195)




แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเดินทางศึกษาต่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเดินทางศึกษาต่อ แสดงบทความทั้งหมด

3/27/2555

เรื่องเล่าจากแดนไกล (ซูดาน) ตอนที่ 4...คำสองคำ “อัซซุรูฟ วัล มุญามะละฮฺ”

อัลหัมดุลลิลล่าฮฺ ขอชุโกรต่ออัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ที่ทรงประทานสุขภาพที่ดี เวลา และโอกาสให้ผมได้นำเรื่องราวดีๆจากแดนไกลมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง สำหรับช่วงเวลาการใช้ชีวิตศึกษาหาประสบการณ์แปดเดือนเต็ม ผ่านความร้อน ความหนาว และความแห้งแบบทะเลทราย บวกกับความคิดถึงบ้านเกิด พี่น้อง ญาติมิตร และเพื่อนฝูง เพื่อทำสิ่งที่ผมเรียกมันว่า “เป้าหมาย” ให้สำเร็จดังที่ตั้งใจ

ขณะที่ความหวัง ดุอา และกำลังใจจากไทยส่งมากันเป็นระยะๆ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเวลาสอบอีกครั้ง (มะอฺฮัด คุรฎูม อัด เดาลี) ในอีกไม่เกินสามอาทิตย์ (กลางเดือนเมษายน 2555) เพื่อชี้ผลว่า จะได้ไปต่อในเส้นทางนี้อีกหนึ่งปีหรือไม่ อินชาอัลลอฮฺ

ขอเศาะละวาตแด่ ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ท่านสุดท้าย ผู้ทรงชี้นำทางและเปิดประตูแสงสว่างด้วยอิสลาม ผู้เป็นเราะหฺมัต (ความโปรดปราน) จากอัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) แก่ประชาชาติทั้งมวล โดยเฉพาะเมื่อท่านถูกส่งมาใน(ตระกลูที่มีเกียรติ) ท่ามกลางการห้อมล้อมของหมู่ชนที่มีจิตใจโหดร้ายป่าเถื่อนและแข็งกระด่างที่สุดในช่วงเวลานั้น (ชาวอาหรับ บัดดะวี) หรืออาหรับเร่ร่อนค้าขายในดินแดนทะเลทราย (ยุคก่อนอิสลาม)

พี่น้องผู้อ่านครับ มาถึงตอนที่สี่แล้ว ถ้าได้ติดตามอ่านมาตั้งแต่แรก คงน่าจะนึกภาพความเป็นอยู่ในซูดานในทวีปแอฟริกากันได้บ้างแล้วว่า สภาพอากาศแบบทะเลทราย ร้อน และหนาวแบบแห้ง น่าจะเป็นแบบไหน (แต่อย่าคิดว่าการใช้ชีวิตของคนที่นี้จะลำบากนะครับ เพราะเขาอยู่กันได้และมีความสุขกับประเทศของเขาครับ)... เพราะนั่นคือ “เราะฮฺมัตและเนี๊ยะมัต” ที่พวกเขาไม่ต้องพบกับสิ่ง “มะอฺศิยัต” มากมายเหมือนบ้านเรา และนี่เองคือเรื่องน่าประทับใจไม่รู้ลืมในดินแดนแห่งนี้

สำหรับตอนที่สี่นี้เป็นเชิงวิชาการนิดนึงนะครับ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคน (ผู้เขียนจะพยายามระวังภาษาหน่อยครับ เดี๋ยวผู้อ่านจะคิดว่าเป็นอย่างอื่น เพียงแต่เจตนาให้เห็นภาพบางอย่าง ด้วยความบริสุทธ์ใจนำเสนอ คาดหวังว่าจะเป็นพื้นฐานความเข้าใจและประโยชน์กับผู้สนใจมาเยือนซูดานเท่านั้นครับ) โดยจะหยิบเอามุมหนึ่งจากภาพที่พบซึ่งอาจไม่ใช่ทั้งหมดแต่ก็มีอยู่จริง (นักศึกษาที่นี้หลายคนก็พบเช่นเดียวกัน) อินชาอัลลอฮฺ

ผมขอนำเสนอ “คำสองคำ... สองความหมาย...แต่ลงตัว”

คำแรก คือ คำว่า “อัซซุรูฟุ” หมายถึง สภาพ สถานการณ์ หรือปัจจัยบางอย่าง (รอบตัว) คำๆนี้ ถ้าเรามองกันผิวเผินในสายตาคนไทยและวัฒนธรรมของเรา จะพบว่าไม่ค่อยได้ใช้ หรือเกิดขึ้นบ่อยกับคนที่เราร่วมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหน่วยงาน องค์กร หรือสถาบันของรัฐ แต่ในซูดานแล้ว ถือเป็นเรื่องธรรมดานะครับ (และต้องอดทนยอมรับให้ได้ด้วย) เพราะเราจะพบบ่อย ณ ดินแดนแห่งนี้

ยกตัวอย่าง เช่น หากคุณนัดใครซักคน เขาอาจจะมาไม่ได้ หรือทำตามที่พูดไปไม่ได้ เขาก็จะกล่าวว่า (ฟีฮฺ ซุรูฟ) หมายถึง มีปัจจัยบางอย่างมาหักห้ามเขา หรือมีปัญหานิดหน่อย (ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องประจำ... ไม่ได้ว่าคนที่นี้นะครับ คนไทยเองก็มี แต่ผมรู้สึกว่าคนที่นี้จะมากกว่าหน่อย) ผมจึงตั้งข้อสันนิฐานว่า ต้นตอของสาเหตุ น่าจะมาจากวัฒนธรรม และความเป็นอยู่ที่ยังจัดระบบและระเบียบยังไม่ดีพอ (ซูดานเป็นประเทศที่ยังไม่พัฒนามากครับ บางเรื่องที่คุณคิดว่าง่าย...แต่ก็เรื่องยากได้ในซูดาน) การทำงานวันละไม่กี่ชั่วโมงและอากาศที่เป็นปัจจัยให้ต้องชาร์ตพลังอยู่บ่อยครั้ง

( เราจะพบว่าเริ่มต่อต่องานได้ก็ 9 โมงเช้า... 10 โมงเช้าพัก “ฟุฎูร” อาหารเช้าครับ... 11 โมงครึ่ง เริ่มกันใหม่ ...ใครรอได้ก็รอไป แต่บ่ายโมง พักเที่ยง... ซึ่งช่วงนี้เขาอาจจะหลบไปหลับกลางวันกันเล็กน้อย...บ่ายสองโมงเริ่มอีกครั้ง...สองครึ่ง ปิดสำนักงาน และบอกว่า “บุกเราะฮ” หมายถึง พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่)

เหตุนี้คำว่า “อินชาอัลลอฮฺ” ในซูดานจึงเป็นคำที่ถูกใช้เสมอหลังการตกลง และหากดูจากความหมายแล้ว คือ “หากอัลลอฮฺทรงมีพระประสงค์” คำๆนี้ในซูดานอยู่ในข่ายจะเป็นไปได้ 30 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น เช่น เรื่องการนัดพบ หรือเข้าติดต่อหน่วยงาน (เด็กที่นี้จะรู้ดีว่าถ้าเขาบอกว่า “ดะกีเกาะ” แปลว่า แปบนึง แต่ที่นี้หมายถึง สามชั่วโมง แต่ถ้าบอกว่า “บะอฺ ดะ ซุฮฺรฺ” แปลว่า บ่าย หมายถึง ค่อยมา พรุ่งนี้ แต่ถ้าบอกว่า “บุกเราะฮฺ” แปลว่า พรุ่งนี้ ก็อาจต้องเตรียมใจเลยอีกสามวันค่อยมาใหม่ กรณีที่มารอรับเอกสารครับ) ซึ่งถ้าหากจะติดต่องานอะไร ก็ขอแนะนำให้เผื่อใจไว้ และเช็คเวลาให้ดี ที่สำคัญคือ “อดทน อดกลั้นไว้ครับ” เพราะแค่ถ้าคุณตั้งคำถามให้เขา คุณอาจจะสงสัยอะไรบางอย่าง แต่ไม่ยิ้มเข้าหาเขาละก็ (คุณจะไม่รู้เลยว่าเขาโกรธคุณทำไม?) สงสัยเขาจะเครียดกับงานมากจริงๆ

และนั่น ถือว่าเป็นบทเรียนและฮิกมะฮ์ในชีวิตที่นี้ โดยเฉพาะผู้ศรัทธาต้องยอมรับและมอบหมายงานต่ออัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ซูดานจึงทำให้เราได้หวนคิดถึงข้อแก้ตัว หรือเหตุผลว่ามีปัจจัยบางอย่าง (ซุรูฟ) ว่าย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ดังที่ตรัสไว้ว่า

{ وَلَا تَقُولَنَّ لِشَيْءٍ إِنِّي فَاعِلٌ ذَلِكَ غَدًا . إِلَّا أَن يَشَاء اللَّهُ وَاذْكُر رَّبَّكَ إِذَا نَسِيتَ وَقُلْ عَسَى أَن يَهْدِيَنِ رَبِّي لِأَقْرَبَ مِنْ هَذَا رَشَدًا } ( الكهف23-24 : )

ความว่า “และเจ้าอย่ากล่าวเกี่ยวกับสิ่งใดว่าแท้จริงฉันจะเป็นผู้ทำสิ่งนั้นในวันพรุ่งนี้ [1] เว้นแต่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ จงรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าเมื่อลืม และจงกล่าวว่าบางทีผู้ทรงอภิบางของฉันจะทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องที่ใกล้กว่านี้แก่ฉัน [2]

พอเข้าใจคำๆแรกแล้ว เรามาดูคำที่สองกันครับ นั่นคือ คำว่า “อัล มุญามะละฮฺ” หมายถึง การยอมความกัน (ไม่ถือโกรธ) หรือทำให้สิ่งหนึ่งดูดีหรือสวยขึ้น คำที่สองนี้จะเกิดขึ้นหลังจากที่มีเหตุการณ์ผิดใจกัน หรือบางครั้งจะใช้ในโอกาสชมเชย (พบโดยส่วนใหญ่ กับเพื่อนซูดานโดยมีลักษณะชมเกินจริง ซึ่งผมคิดว่าเป็นการให้กำลังใจกันอย่างเต็มพลัง กะเอาให้เรายิ้มไม่หุบไปเลย)

คำว่า “มุญามะละฮฺ” ที่เกิดจากการทะเลาะกัน จึงเป็นทางออกเสมอของคนซูดาน ตัวอย่าง เช่น ในความหมายประนีประนอมกัน ถ้าเกิดข้อผิดพลาดขึ้นระหว่างคู่สนทนาที่คิดต่างกัน หรือคู่กรณี เช่น ขับรถเชี่ยวกัน หรือถึงขั้นชนกันยุบไปเลย ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการยกเสียงดังข่มกันและโต้เถียงกันอย่างไม่มีใครยอมรับว่าผิด และดูเหมือนว่าจะมีการนองเลือดเกิดขึ้น

แต่ความเป็นจริงแล้วไม่มีอะไรหรอกครับ เพราะเรื่องนองเลือดกันในซูดาน ถึงแม้จะนิดหน่อยก็ตาม กฎหมายที่นี้ตามกฎชะรีอะฮฺอิสลาม ถือว่า หะรอม และสิ่งใด ที่หะรอม โทษจะหนักครับ เราจึงเห็นการถกเถียงกันเสียงดังๆ หน้าแดง หรืออารมณ์ชุนเฉียวอย่างแรงใส่กันสักพัก (เดี๋ยวถ้ามีใครมาห้ามก็เลิกครับ ไม่เก็บแค้นต่อ) และจบลงด้วยกับ คำว่า “มุญามะละฮฺ ” อภัยกันไป (ไม่เหมือนคนไทยเราครับ เงียบก่อน เก็บแค้นเอาไว้ วันหลังชำระแค้น หรือไม่ ถ้าเจอคนใกล้ตัวเขาก็ตีฝากไปด้วย ขยายวงให้ใหญ่โต ถึงขั้นสถาบันไปเลย จากเรื่องของคนสองคน)

แต่เด็กไทยบางคนที่นี้ก็เก่งครับ บางคนเป็นภาษาถิ่น ขึ้นเถียงจนชนะก็มี (ไม่รู้จะชมดีไหม แต่ก็จบลงด้วยการให้อภัย ณ ที่นั้น เวลานั้นครับ)

จากการที่ผู้เขียนได้สัมผัสชีวิตอยู่ร่วมกับเพื่อนซูดานหลายคน ข้อสังเกตและการค้นพบล่าสุด คือ อารมณ์ ความตึงเครียด มีต้นเหตุมาจากสภาพแวดล้อมหรือรากฐานของแต่ละคน (โดยส่วนใหญ่มักจะเกิดกับพนักงานในหน่วยงาน แต่...ไม่ใช่ทุกคนครับ...อัลหัมดุลลิล่าฮฺ)

เนื่องจากอากาศร้อนและแห้ง เป็นตัวผลักดันภายในให้ร้อนตาม ที่สำคัญ...อาหารหลักที่ส่วนใหญ่เป็นประเภทแป้ง (คาร์โบไฮเดรต)ได้แก่ ขนมปัง ถั่ว น้ำมัน น้ำตาลทราย ล้วนแล้วแต่มีผลต่อด้านอารมณ์ โดยเฉพาะ “ขนมปัง” คือ อาหารหลักที่กินทุกมื้อ ทุกวัน และมีราคาถูกกว่า “ข้าวสาร” และให้พลังงานสูงมากกว่าข้าว จึงเหมาะต่อสภาพอากาศแบบนี้มากครับ

ขณะที่การกินขนมปังจำนวนมากกลับเป็นปัญหาส่งผลข้างเคียงที่บางคนไม่ต้องการ เช่น อ้วนขึ้น (เมื่อรู้ตัวก็เกือบสายไปกับความอร่อยและความหอม นุ่ม ของมัน) และผลต่ออารมณ์ที่จะหงุดหงิด รวมถึงประสาทการรับรู้รสชาติบางอย่างลดลงครับ (และอีกหลายอย่างลองหาเพิ่มเติมครับ)

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงกลับมาคิดถึงฮิกมะฮฺของคำว่า “มุญามะละฮฺ” การอภัยให้กัน ของประเทศมุสลิมประเทศนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ (ที่บางคนถึงกลับพูดว่า “พวกเขาใจดี ถ้าโกรธ จะหายเร็ว”) โดยเฉพาะ คือ เรื่องที่อัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) สั่งใช้ ดังที่ตรัสว่า

{ إِنَّمَا الْمُؤْمِنُونَ إِخْوَةٌ فَأَصْلِحُوا بَيْنَ أَخَوَيْكُمْ وَاتَّقُوا اللَّهَ لَعَلَّكُمْ تُرْحَمُونَ } (الحجرات : 10)

ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นพี่น้องกัน [3]ดังนั้นพวกเจ้าจงไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันระหว่างพี่น้องทั้งสองฝ่ายของพวกเจ้า [4] และจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด หวังว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา”

จากคำสองคำที่ใช้ในสถานการณ์เดียวกันได้ “คนหนึ่งขออภัย คนหนึ่งให้อภัย” จึงเป็นบทเรียนสอนให้รู้จักการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันว่า “ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง แต่ทุกคนก็ไม่ละ...ที่จะอยากทำ...ในสิ่งที่ดีงาม”

และนี้คือส่วนหนึ่งจากความประทับใจ

อินชาอัลลอฮฺ... ตราบใดที่อัลลอฮฺ ทรงประทานสุขภาพดี เวลา และโอกาส เราคงได้มีโอกาสนำเรื่องราวดีๆ มาเล่าสู่กันฟังต่อไป

9 โมงเช้าวันอังคารที่ 27 มีนาคม 2555

(เขียนที่หอพักดารุสลาม มหาวิทยาลัยอิสลามแอฟริกานานาชาติ)



[1] อิบนุกะษีรกล่าวว่า สาเหตุของการประทานอายะฮ์นี้คือ เมื่อท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถูกถามเกี่ยวกับเรื่องของชาวถ้ำ ท่านได้กล่าวว่าพรุ่งนี้ฉันจะตอบพวกท่านดังนั้นอัลวะฮ์จึงได้ล่าช้าออกไปจากท่านเป็นเวลาถึง15 วัน

[2] คือหวังว่าอัลลอฮ์จะทรงประทานความสำเร็จให้แก่ฉัน และทรงชี้แนะแก่ฉันในสิ่งที่เป็นประโยชน์ยิ่ง ในเรื่องของศาสนาของฉันและดุนยาของฉัน

[3] ความเป็นพี่น้องกันในหมู่มุสลิมมุอฺมินนั้น ผลที่จะติดตามมาก็คือ ความรักใคร่ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การให้ความช่วยเหลือ และความร่วมมือกัน นี่คือจุดมุ่งหมายหลักของมุอฺมินผู้ศรัทธา ในอายะฮฺเป็นการบ่งชี้ว่าการเป็นพี่น้องกันในอิสลามนั้นเข้มข้นกว่าการเป็นพี่น้องทางสายเลือดหรือวงศ์ตระกูล

[4] คืออย่าให้การแตกแยกเข้ามามีบทบาท และอย่าให้การเกลียดชังระหว่างกันเข้ามาสิงสู่อยู่ในหมู่คณะ

8/19/2554

เรื่องเล่าจากแดนไกล (ซูดาน) กับการเดินทางศึกษาต่อ ตอนที่ 1

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวว่า “อัลหัมดุลิลละฮฺ” ที่อัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ทรงตอบรับดุอาอฺและทรงประทานโอกาสให้ผมได้มาเรียนรู้ประสบการณ์จริงในการเดินทางศึกษาและใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ถูกรู้จักกันว่าเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนมาก (ซูดาน) และทรงประทานเวลาว่างให้ผมได้เขียนบทความสั้นๆ ที่ช่วยบรรเทาความรู้สึกคิดถึงบ้านและกำลังใจจากเพื่อนๆ และพี่น้อง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ (เบื้องต้น)ให้กับนักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจข้อมูลจากประสบการณ์ในแดนแอฟริกานี้ ได้เตรียมพร้อมตนเอง

ครับ... เรามาพูดถึงจุดเด่นของที่นี้ก่อนเลยครับ นั่นคือ “สภาพอากาศที่ร้อน” ความจริงแล้วมันก็ร้อนครับ แต่ก็ไม่ใช่ทุกพื้นที่ของประเทศ เพราะบางจังหวัดก็มีฝนตกและก็ไม่ร้อนมาก (ยกเว้น อัลคุรฏูม ที่อเมซิ่งที่สุด และเป็นเมืองหลวงที่มีนักศึกษาไทยอยู่มากที่สุดครับ) คุณจะได้พบสภาพอากาศที่หลากหลายในวันเดียวกัน เช่น กลางคืนหนาว เช้าอากาศสดใส สายๆพายุฝุ่นเข้า บางทีฝนก็ตกซะงั้น ตกบ่ายร้อนจัด ประมาณ 40 องศาฯ ขึ้นไป

ความร้อนที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี้ช่วยให้ผ้าที่คุณตากแห้งได้ภายในไม่เกินหนึ่งชั่วโมง (วันที่ร้อนจัดอาจน้อยกว่านี้ การอยู่ในห้องดีกว่าการรับลมนอกห้องและจะดีกว่าการหลบร้อนใต้ต้นไม้ เพราะความร้อนที่นี้มีลมสนับสนุนด้วยครับ) ขอย้ำเลยว่า ถ้าคุณคิดถึงครีมกันแดด คุณคิดผิดแล้วเพราะไม่แน่จะยิ่งเลวร้ายให้ผิวของคุณไหม้ไปเลยก็ได้ เพราะค่าการป้องกันรังสียูวีของไทยเราสู้ไม่ไหวหรอกครับ เพราะเขาร้อนกันชนิดที่ไร้เหงื่อ ร้อนจนรู้สึกว่าหนาวไปเลย

มันน่า อเมซิ่งไหมครับ แต่อย่ากลัวไป ซูดานก็มีฤดูหนาวเหมือนกัน (ผมยังไม่ได้สัมผัสหนาวเลยครับ แต่ได้ยินแล้วว่าคุณอาจไม่อาบน้ำเป็นอาทิตย์เพราะมันหนาว ด้วยลมหนาวจริงๆ) ประเทศนี้ลมแรงครับ มีทั้งลมร้อน ลมหนาว และลมฝุ่น (เรียกได้ว่ามาครั้งหนึ่งก็เหมือนฝนตกบ้านเรานะครับ แบบไม่ยอมหยุดเลยก็มี แต่ข้อดีคือหลังจากฝุ่นหมดคุณจะพบกับอากาศใหม่ให้คุณเดาและเตรียมร่างกายไว้เลย ว่าคุณจะเจออากาศหนาวหรือร้อน แต่ข้อเสีย คือ อย่าลืมเก็บเสื้อผ้าก่อนฝุ่นมาหรือปิดห้องให้มิดชิดไม่งั้นคุณจะต้องเสียใจ)

จากข้อมูลที่ได้สัมภาษณ์เพื่อนที่ร่วมชั้นเรียน (คนซูดานหลายๆ คน) ก็ได้ข้อมูลคร่าวๆ มาฝากว่า ประเทศซูดานมีพื้นที่หลังจากการแบ่งแยกทิศไต้ (ด้วยการลงประมติแบ่งประเทศเป็น ซูดานใต้ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์) ออกไป แต่เดิมมีทั้งหมด26 จังหวัด ปัจจุบันเหลือ 15 จังหวัด มีพื้นที่รวมทั้งสิ้นหลังจากการแบ่งประเทศไปแล้ว 33,419,625 ตารางกิโลเมตร ประชากรเกือบทั้งประเทศเป็นมุสลิม คิดเป็น ร้อยละ 99.7 ของประชากรทั้งประเทศ (เรียกได้ว่าประเทศมุสลิมเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์)

นี่แหละครับที่บ้านเรายังไม่มี และเป็นสิ่งที่คุณต้องมาสัมผัส เพราะที่นี้เขาจะนอนกันนอกบ้านกันส่วนใหญ่ บางคนจอดรถนอนข้างทาง หรือไม่ก็ตั้งเตียง ปูเสื้อ กันนอนได้ตามท้องถนนหรือหน้าบ้าน เพราะคดีอาญชญากรรม (ไม่มีเลย นอกจากจะมีของหายบ้างถ้าไม่ระวัง) ประเทศนี้คุณสามารถละหมาดได้ทุกที่ตามข้างทาง และสามารถละศิลอดได้โดยไม่ต้องรู้จักกัน (เพราะรถประจำทางจะไม่ไปต่อหรอกครับ นอกจากจะจอดแล้วให้ทุกคนลงละศิลอดข้างทางซึ่งมีการเลี้ยงกระจายเป็นกลุ่มตามข้างทาง ฟรีแบบไม่ต้องรู้จักกัน แล้วค่อยไปต่อหลังจากละหมาดญะมาอะฮฺ มัฆริบ ร่วมกันเสร็จแล้ว) และอีกมากมายที่น่าประทับใจกับน้ำใจ ความจริงใจ และจริงจังของคนซูดานที่ไม่สามารถเล่าให้ฟังหมดได้วันเดียว

ทีนี้เรามาพูดถึงขั้นตอนการเตรียมตัวมาศึกษาที่ซูดานกันบ้างครับ สิ่งแรกที่สำคัญมากต้องเตรียม คือ “ใจ” คุณต้องมั่นใจว่าคุณจะอยู่ได้กับคนมากมายหลากหลายนิสัย (แบบแอฟริกาที่คุณจะไม่ลืมไปเลย) สอง “ร่างกาย” ต้องออกกำลังกายให้พร้อมต่อสภาพอากาศที่นี้ให้ได้ ไม่งั้นคุณอาจต้องเป็นไข้เป็นอาทิตย์เมื่อมาถึงโดยเฉพาะเรื่องความห่างเวลาที่ช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง (จากการสอบถามพบว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซูดาน ประกาศให้ปรับนาฬิกาเร็วขึ้นกว่าเดิม 1 ชั่วโมง กลายเป็นตามไทย 4 ชั่วโมงในปัจจุบัน แต่ความจริงก็ คือยังช้ากว่า 5 ชั่วโมง เช่น ซูดานเข้ามัฆริบเวลา 7.20 pm. ตรงกับเวลาไทยเวลา 11.20 pm. ซึ่งถ้าดูเวลาเข้ามัฆริบของไทยแล้วจะพบว่า เข้าเวลา 6.20 pm. โดยเวลาซูดานจะเข้ามัฆริบช้ากว่าไปหนึ่งชั่วโมง)

และสาม “เอกสาร” เพื่อส่งมาให้พี่น้องทางนี้ช่วยดำเนินการประสานเรื่องขอทุนหรือสมัครตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้ได้ใบตอบรับ (เกาะบูล) และจะได้รับการอณุญาตเดินทางมาซูดาน เอกสารสำคัญต่างๆต้องมีตราโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยปั้มด้วยยิ่งดีที่สุด ที่นี้เขาชอบแบบนั้น (ยกเว้น พาสปอร์ตและรูปถ่ายไม่ต้องปั้มตรานะครับ) ได้แก่

1. พาสปอร์ต

2. ใบเกิดแปลภาษาอาหรับ (ปั้มตราสถานที่แปลที่น่าเชื่อถือด้วยครับ)

3. ใบแสดงรับรองการจบการศึกษา (ถ้าไม่ใช่อาหรับแปลภาษาอาหรับ)

4. ใบแสดงผลการศึกษา (เกรดหรือคะแนนรายวิชาต่างๆ) (ถ้าไม่ใช่อาหรับแปลภาษาอาหรับ แต่บางมหาวิทยาลัยอาจรับภาษาอังกฤษได้)

5. ใบรับรองความประพฤติจากสถานศึกษา (ถ้าไม่ใช่อาหรับแปลภาษาอาหรับ แต่บางมหาวิทยาลัยอาจรับภาษาอังกฤษได้)

6. รูปถ่าย (บางมหาวิทยาลัยเอาครับ)

7. ใบรับรองอื่นๆ จากบางมหาวิทยาลัย (เพื่อให้เอกสารตอบรับง่ายขึ้น เช่น ความประพฤติ หรือประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับสาขานั้น เป็นภาษาอาหรับ)

หลังจากที่คุณได้รับใบตอบรับจากมหาวิทยาลัยในซูดานแล้ว ต้องรีบดำเนินการเรื่อง วีซ่า การปั้มตรารับรองเอกสารภาษาอาหรับจาก สนง.จุฬาราชมนตรี และการรับรองเอกสารจากกงสุล ระหว่างประเทศ การจองตั๋วเครื่องบิน และของเครื่องใช้ที่จำเป็น ซึ่งยังไงแล้วค่อยติดตามกันวันหลังครับ

สุดท้ายนี้ผู้เขียนต้องขอบคุณและขอดุอาอฺจากอัลลอฮฺ (สุบหฺ)ทรงประทานความสำเร็จแก่บรรดาผู้ที่ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนให้ผู้เขียนได้มีวันนี้ (ผู้เขียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในซูดาน) ให้พวกเขาได้รับความสำเร็จตามความหวังและความตั้งใจตามสิ่งปรารถนา อินชาอัลลอฮฺ หวังว่าคงได้มีโอกาสเขียน เรื่องเล่าจากแดนไกล (ซูดาน) กับการเดินทางศึกษาต่อ ซึ่ง จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยและให้ผู้อ่านติดตามกัน ในโอกาสหน้าต่อไป...วัสลาม

(4.12 pm.-sudan =8.12 pm.-thai)