{وَأَحْسِنُوَاْ إِنَّ اللّهَ يُحِبُّ الْمُحْسِنِينَ }

ความว่า และจงทำดีเถิด แท้จริงอัลลอฮฺ นั้นทรงชอบผู้กระทำดีทั้งหลาย (อัลบะเกาะเราะฮฺ : 195)




3/07/2555

ข้อบัญญัติศาสนาว่าด้วยการใช้ลูกปัด “ตัสแบะฮฺ” ในการซิกรุลลอฮฺ

بسم الله الرحمن الرحيم

ข้อบัญญัติศาสนาว่าด้วยการใช้ลูกปัด “ตัสแบะฮฺ” ในการซิกรุลลอฮฺ

ท่าน อัลอิมาม อิบนุ ตัยมิยะฮฺ (ขออัลลอฮฺทรงโปรดเมตตาเขา) กล่าวถึงบรรดาเศาหาบะฮฺของท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ว่า พวกเขาทำการตัสเบียะฮฺ และนับจำนวนครั้งด้วยนิ้วมือ ตามรายงานในหะดีษว่า

(( اعتقدن بالأصابع فانهن مسؤولات مستنطلقات ))

ความว่า “พวกเธอจงนับ (ตัสเบียะฮฺ) ด้วย (ปลาย) นิ้วมือของพวกเธอ เพราะนิ้วมือเหล่านั้นจะถูกสอบถามและถูกสั่งให้เป็นพูดเป็นพยาน (ในวันกิยามะฮฺ([1]

บางท่านก็กระทำโดยใช้ลูกหิน หรือเมล็ดพืช หากแต่การตัสเบียะฮฺด้วยกับลูกปัด (ตัสแบะฮฺ) แบบทั่วไปนั้น สำหรับบางคนก็เข้าข่ายว่าเป็นเรื่องน่ารังเกลียด (مكروه) และบางคนก็ถือว่าเป็นเรื่องผ่อนผัน (رخصة) ในการนำมันมาใช้นับจำนวนซิกรุลลฮฺได้[2] ดังได้กล่าวไว้ในที่อื่นว่า :

สำหรับการตัสเบียะฮฺ ด้วยเมล็ดพืชและลูกหิน หรือสิ่งที่มีลักษณะเช่นเดียวกันนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดี (حسن) ตามที่ท่านเศาะหาบะฮฺเองก็เคยทำไว้ ซึ่งท่านนบี (ศ็อลฯ) ก็เคยเห็น (อุมมุมินีน) ตัสเบียะฮฺ ด้วยการนับกับลูกหิน และท่านเองก็ยอมรับเรื่องดังกล่าว และมีรายงานว่าท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺก็เคยใช้มันนับในการตัสเบียะฮฺ เช่นกัน”

การตัสเบียะฮฺ ด้วยกับลูกปัดที่ร้อยเป็นระเบียบหรือลักษณะเช่นเดียวกันนั้น สำหรับบางคนก็ถือว่า(مكروه) และบางคนก็ไม่นับว่า (مكروه) หากการนำมาใช้นับเป็นไปด้วยเจตนาที่ดี ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี (حسن) ไม่นับว่า (مكروه) และไม่เป็นเรื่องต้องห้าม (حرام) หรือน่ารังเกลียด นอกจากว่าจะกระทำไปเพื่อสร้างภาพพจน์ให้คนอื่นมอง ดังกล่าวถือว่าเป็นไปตามเจตนาของเขา เนื่องจากว่า (مراءاة) ภาพพจน์ ให้คนมองในเรื่องอิบาดะฮฺ เช่น การละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศิลอด การประกอบพิธีฮัจย์ และอื่นจากนี้ในเรื่องอิบาดะฮฺ จะเข้าข่ายเป็นส่วนหนึ่งของบาปใหญ่ [3]

การตัสเบียะฮฺด้วยเครื่องมือ (آلة تسبيح) ต่างๆ จึงจัดว่าเป็นไปได้สำหรับบางคนก็ผ่อนผัน และบางคนก็ (مكروه) หากแต่ไม่มีใครยืนยันว่าจะดีกว่า (ประเสริฐกว่า) การตัสเบียะฮฺ ด้วยนิ้วมือ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าตำหนิ ถ้าไม่ทำเพื่อโอ้อวด[4] ดังที่ ท่านอัลอิมาม อัชเชากานี (ขออัลลอฮฺทรงโปรดเมตตาเขา) ใน(باب جواز عقد التسبيح باليد وعده بالنوى ونحوه) บทการอนุญาตให้สามารถนับการซิกรุลลอฮฺด้วยกับนิ้วมือ ลูกหิน เมล็ดพืช หรือสิ่งที่มีลักษณะเช่นเดียวกัน ว่า

(( فعن صفية قالت : دخل على رسول الله صلى الله عليه وسلم وبين يدي أربعة آلاف نواة أسبح بها فقال: لقدسبحت بهذا ...؟ ألا أعلمك بأكثر مما سبحت به؟ فقلت علمني ، فقال قولي سبحان الله عدد خلقه )) رواه الترمذي ...وأخرجه الحاكم وصححه السيوطي .

(ดังจากรายงานถึงท่านหญิงศอฟียะฮฺ ได้กล่าวว่า : "ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เข้ามาหาฉัน โดยระหว่างสองมือฉันนั้นมี 4000 เมล็ด (อินทผาลัม) ที่ฉันกำลังทำการตัสบีห์ ดังนั้นท่านนบีจึงกล่าว เธอได้ตัสเบียะฮฺด้วยกับสิ่งนี้...? เอาไหมล่ะ ฉันจะสอนเธอด้วยสิ่งที่มากกว่าจากที่เธอได้ตัสเบียะฮฺ ? ฉันตอบว่า ท่านจงสอนฉันเถิด ท่านนบีกล่าวว่า เธอจงกล่าวว่า ซุบฮานัลลอฮ์ อะดะดะค๊อลกิฮ์" )

ดังกล่าวเป็นหลักฐานชี้ให้เห็นว่า การนับการตัสเบียะฮฺด้วยลูกปัด เมล็ดพืช หรือลูกหินร้อยนั้นเป็นเรื่องที่อนุญาต (جواز) ให้กระทำได้ และได้มีปรากฏรายงานอีกว่า เศาะหาบะฮฺบางท่านที่ตัสเบียะฮฺ ด้วยลูกหินหรือเมล็ดพืชนี้ ได้แก่ ท่าน อะบู ฮุร็อยเราะฮฺ ท่านซะอฺดฺ บิน อะบี วะกอศ และบรรดาตาบิอีนบางท่าน เช่น ฟาฏิมะฮฺ บินติ อัลหุเซ็น บิน อะลี บิน อะบี ฏอลิบ... ตามที่ท่านอิมามอะหฺมัด ได้รายงานเรื่องดังกล่าวไว้ใน(كتاب الزهد)หนังสืออัซซุฮดุ [5] และใน (كتاب الدر المختار)หนังสือ อัดดุรรุ อัลมุคตาร กล่าวว่า

((لا بأس باتخاذ المسبحة بغير رياء)) [6]

แปลว่า “การนำเครื่องมือในการตัสเบียะฮฺมาใช้ในการนับ โดยไม่มีเจตนาโอ้อวดนั้นถือว่าไม่เป็นไร”

เช่นเดียวกับใน (كتاب البحر الرائق) หนังสือ อัลบะหฺรุ อัรรออิกฺ (2/31) และใน หาชียะฮฺ บิน อาบิดีน (1/650) ก็มีความเห็นเช่นนั้น

ด้วยเหตุนี้เอง เรื่องการนับจำนวนการตัสเบียะฮฺด้วยลูกปัดที่ร้อย จึงเป็นเรื่องที่ได้มีข้อบัญญัติทางศาสนา ซึ่งอุละมาอฺส่วนใหญ่มีความเห็นว่า สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในวันนี้ต่างยุ่งอยู่กับงาน ขณะที่เพิกเฉยกับเรื่องการซิกรุลลอฮฺ ...การใช้ตัสแบะฮฺ (مسبحة) จึงถือเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งที่พวกเขาสามารถใช้มันเพื่อระลึกถึงอัลลอฮฺ (สุบหฺฯ)

والله من وراء القصد وهو يهدي السبيل

وآخر دعوانا أن الحمد لله رب العالمين


หมายเหตุ:

แปลความภาษาไทยจาก เอกสารประกอบค่ายอบรมสู่ความเป็นชนรุ่นใหม่ที่ดี (نحو جيل رشيد) ณ คุรฏูม ประเทศซูดาน จัดโดย (منظمة الرحمة الإسلاميةقسم الطلاب الوافدين بالتعاون مع: الندوة العالمية للشبان الإسلامية- السودان ) ระหว่างวันที่ 1-5 march 2555 (8-12/4/1433هـ )


[1] สุนัต อัตติรมีซีย์ 5/521

[2] الفتوى الكبرى : 2/47

[3] مجوع الفتوى :22/506

[4] مجوع الفتوى :22/107

[5] نيل الأوطار :2/358/359

[6] الدر المختار:1/650

2/26/2555

เรื่องเล่าจากแดนไกล (ซูดาน) ตอนที่ 3 (คุยกันเรื่องของฝุ่น)

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

قيل : " وراء الصعوبة الحكمة "

มีคนกล่าวว่า “เบื้องหลังความยากลำบาก คือ ฮิกมะฮฺ (วิทยปัญญา, ปัญญาที่ซ้อนเร้น, ประโยชน์ที่แอบแฝง)”

อัลฮัมดุลิลล่าฮฺ ขอชุโกรต่ออัลลอฮฺ ที่ทรงโปรดประทานทางนำ (อัลฮุดา) และความผาสุกในดุนยา (ริสกี) ให้เราได้นำเป็นเสบียงเดินทางต่อไปสู่โลกอันจีรัง (อาคิเราะฮฺ)

ขอสดุดี (เศาะละวาต) แด่ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ผู้ซึ่งฝ่าฟันอุปสรรคนำพาแสงสว่างแห่งสัจธรรม ให้เราได้ยึดมั่นด้วยหัวใจ (อะกีดะฮฺ) ไตร่ตรองด้วยปัญญา (อัลนัซรฺ) กับความยิ่งใหญ่ของผู้ทรงสร้าง และการจัดการสรรพสิ่งทั้งมวลอย่างเป็นระบบของพระองค์ ทั่วทั้งผืนน้ำและแผ่นดิน

ซูดาน ประเทศที่ได้ชื่อว่า ประเทศที่ร้อนและลำบากมากที่สุดจากบรรดาประเทศที่นักศึกษาศาสนาของไทยเราจะเลือกเดินทาง และมุ่งหวังความรู้กลับไป บางคนกล่าวว่า “คือตัวเลือกสุดท้าย” เนื่องจากมีสภาพอากาศร้อนจัด หนาวจัด ฝนบวกฝุ่น และก็พายุฝุ่น (โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่าง “อัลคุรฎูม” ซึ่งจัดเป็นพื้นที่กึ่งทะเลทราย และมีอากาศที่แปรปรวนมากที่สุด )

ครับ...มาถึงตอนนี้ ผมต้องขอชื่นชมนักศึกษาไทยที่นี้ (ปัจจุบันประมาณ 250 คน) ด้วยความจริงใจ ว่า “แววตาที่มุ่งมั่นต่อเป้าหมาย ความหวังและหัวใจของพวกเขาแกร่งจริงๆ” ทำให้เขาสามารถอยู่ที่นี้ได้นานคนละหลายปี

ตอนนี้ ลมหนาวแบบทะเลทรายผ่านไปแล้วครับ เราได้สัมผัสความหนาวแบบว่าเปิดแอร์ประมาณ 10 องค์ศาฯ กันทั่วประเทศ ไปประมาณเกือบ 4 เดือน ชนิดที่ว่า ถ้าไม่ทาครีมกันหรือลิสรีนแล้ว “แตกเลือด” เลือดไหลจริง เจ็บจริง (นักศึกษาไทยที่นี้ทราบกันดีครับ) เพราะอากาสแห้งมาก กลางคืนสามารถเห็นประกายไฟจากการเสียดสีของผ้าได้เลย

ถึงเวลาที่ท้องฟ้าและฝุ่นเริ่มเข้ามาตั้งหมอกอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนฤดูกาลครับ อีกไม่กี่สัปดาห์ อินชาอัลลอฮฺ เราจะเข้าสู่ช่วงเวลาเด็ดๆของที่นี้อีกครั้ง แบบว่าตากผ้ากันไม่เกินครึ่งชั่วโมง (ไม่ได้โม้) เพราะมันคือหน้าร้อน ซึ่งความร้อนแบบลมแห้งของที่กึ่งทะเลทรายแห่งนี้ช่วยให้ผ้าคุณแห้งได้ แบบไม่ต้องรอนาน (อย่างกับร้านสะดวกซื้อไปเลย) นี้ ยังไม่รวมกับผงซักฟอกซูดานด้วยครับ แรงกันถึงใจ กัดกันจนผ้าสีหน้าซึมไปเลย (หายสดใสครับ) ขอแนะว่า “ได้โปรดอย่านำผ้าของคุณแช่ผงซักฟอกนานนะครับ สงสารมัน ถ้าคุณยังต้องการสีสดใสอยู่” (ไม่ได้บ่นนะครับ แค่อยากให้เห็นภาพจริงๆ)

ต่อกันเรื่องของฝุ่น (จุดเด่นของตอนที่ 3 ครับ[1]) จากการสอบถามทำให้ผมทราบว่า หากมีฝุ่น (เรียกภาษาอาหรับว่า “งุบารฺ”) ตั้งเค้ามาพัดกันแบบชนิดเหมือนฝนเมื่อไหร่ นั่นคือ...สัญญาณของการเปลี่ยนฤดูกาล เพื่อเริ่มต้นและเตือนให้เตรียมร่างกายของเราพร้อมรับฤดูกาลใหม่ (เพื่อนซูดานเล่าให้ฟังว่า “ที่มีฝุ่นเยอะสุดก็ที่ในเมืองคุรฏูม” บางคนบอกว่า “ไม่เคยเห็นแบบที่นี้มาก่อน” และบางคนก็สรุปให้ฟังเลยว่า “พื้นที่ของคุรฎูม เป็นแบบอากาศกึ่งทะเลทราย จึงมีฝุ่นและพายุฝุ่นเกิดขึ้นง่ายมาก”)

แล้วทำไมต้องสนใจเรื่องฝุ่น ??? อะไรคือ ฮิกมะฮฺ จากฝุ่น ??? (สำคัญมากด้วย ต้องอ่านต่อนะครับไม่งั้นไม่รู้...)

สอบถามได้ข้อมูลมาว่าฝุ่นจะมาอยู่เรื่อยๆ หลังจากที่อินทผลัมออกดอกและออกผล )สุบหานั้ลลอฮฺ..! ( เพราะว่าฝุ่นทำให้อินทผลัมสุขและหวาน ตามกระบวนการธรรมชาติซึ่งอัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ทรงสร้างขึ้น เนื่องจาก...

อินทผลัม เป็นผลไม้ทะเลทราย[2]จะออกลูกได้ในรอบปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะจะอยู่ช่วงก่อนเดือนรอมฎอน (ซึ่งหลังจากนี้เหลืออีกประมาณไม่ถึง4 เดือน แล้วครับ) และจะออกมากเรื่อยๆ จนพ้นเดือนรอมฎอน ประมาณเดือนหนึ่ง ก็หยุดให้ผล ที่สำคัญอากาศในช่วงนั้นจะร้อนมาก กลางวันจะมากกว่ากลางคืน (เข้าเวลาละหมาดสุบหฺ ประมาณ 05.00 น. และมักริบ เวลา 19.30 น.) โดยเฉพาะช่วงบ่ายไป จะร้อนแบบแห้งๆ

และเนื่องจากความเป็นทะเลทรายนี่เองครับ จึงทำให้เกิดกระบวนการอบและสกัดความหวานในตัวเนื้ออินทผลัมซึ่งดูภายนอกเป็นเปลือกแข็ง (ไม่มีกลิ่นบ่งชี้เลยว่าเนื้อจะหวานชุ่มช่ำ) นั่นหมายถึง ...ในขณะที่มีฝุ่นหมอกและพายุพัดมาปกปิดผิวเปลือกของอินทผลัมจากนกเล็กและนกใหญ่ ไม่ให้จิกกิน ฝุ่นทำหน้าที่เป็นเกาะเคลือบความร้อนจาก อากาศภายนอกสู่เนื้อภายใน (เหมือนเตาอบ) ถึงตอนนี้ต้องนึกภาพตามนะครับ ภาพอินทผลัมบนต้นและมีฝุ่นติดเต็มลูกของมัน หรือใครที่ยังนึกไม่ออก ก็นึกถึงเวลาเราจะเผาไข่ให้สุก เขาต้องเอาดินพอกนะครับ เพราะไข่ไม่สุข แถมแตกหมดแน่เลย

สุบหานั้ลลอฮฺ...! นั่นแหละครับ กระบวนการทำให้อินทผลัมสุก ด้วยกับการอบแบบไมโครเวปที่เกิดจากความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) สุดท้ายเราก็จะได้ทานอินทผลัม ที่มีรสชาติหวานช่ำ โดยไม่ต้องเติมน้ำตาลเลย

อินชาอัลลอฮฺ เรื่องราวดีๆจะมีต่อไป ตราบเท่าที่อัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ทรงไว้ลมหายใจและให้โอกาสเราได้เรียนรู้และไตร่ตรองร่วมกัน

ขอดุอาจากอัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ให้ปีนี้และอีกหลายๆปีของเราทุกคน ได้มีชีวิตอยู่ถึงรอมฎอน เพื่อจะได้ทำอิบาดัต และขวนขวายความดีงามกัน รวมทั้งขอให้เราได้ละศิลอดด้วยผลไม้มหัศจรรย์นี้ ซึ่งบรรดาอุละมาอ์อิสลามมีทัศนะว่า “วิทยปัญญาในการส่งเสริมให้มีการละศีลอดด้วยผลอินทผลัมนั้น เนื่องจากความหวานของมันสามารถทำให้เกิดพละกำลัง และสอดคล้องกับความศรัทธา สามารถทำให้หัวใจมีความอ่อนโยน

สุดท้ายนี้ขอฝากหะดีษจากท่านซัลมาน บิน อามิร อัฎเฎาะบีย์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮู) ที่ได้กล่าวไว้ว่า ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ว่า

(( إِذَا أَفْطَرَ أَحَدَكُمْ فَلْيُفْطِرْ عَلَى تَمْرٍ ، فَإِنْ لَمْ يَجِدْ فَلْيُفْطِرْ عَلَى مَاءٍ فَإِنَّهُ طَهُوْرٌ وَفِي لَفْظٍ : فَإِنَّهُ لَهُ طَهُوْرٌ . وَفِي لَفْظٍ آخَرٍ : فَإِنَّ المَاءَ طَهُوْرٌ ))

ความว่า เมื่อผู้ใดจากพวกท่านจะละศีลอด ก็จงละศีลอดด้วยผลอินทผลัม หากไม่มีอินทผลัม ก็จงละศีลอดด้วยน้ำ แท้จริงน้ำนั้นเป็นสิ่งบริสุทธิ์” (บันทึกโดยอะห์มัด 4/17–18 อบู ดาวูด 2355 อิบนุ มาญะห์ 1699 และอัตติรมีซีย์ 694 กล่าวว่า: เป็นหะดีษเศาะฮี๊ห์)

وصلى الله على سيدنا محمد وعلى آله وصحبه أجمعين

والحمد لله رب العالمين



[1] สำหรับใครพลาดตอนที่ 1 และ 2 หลังจากจบตอนนี้ ถ้ามีเวลา ก็รีบอ่านนะครับเดี๋ยวไม่ปะติด ปะต่อเรื่องครับ

[2] บางคนบอกว่ามันขึ้นได้นอกเขตที่ไม่ใช่ทะเลทราย จริงครับ...แต่รสชาติต่างกันแน่นอน